• Mei's Newsletter
  • Posts
  • ข่าวดี VS ข่าวร้าย กับการฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดคริปโต

ข่าวดี VS ข่าวร้าย กับการฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดคริปโต

Newsletter No.6 : 17Jun2025

ข่าวดี VS ข่าวร้าย กับการฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดคริปโต

ในช่วงนี้ เราแอบห่างหายจากการเขียนอัพเดตเรื่องราวการลงทุนไปนาน สาเหตุหลักเป็นเพราะเราคิดว่าหากใครติดตามงานเขียนและข้อมูลข่าวสารจากเราอย่างสม่ำเสมอ น่าจะไม่ต้องการข้อมูลอะไรให้มากความในช่วงที่ผ่านมา (หรือเปล่านะ ??) 

.

ช่วงที่ทรัมพ์ใช้นโยบายก้าวร้าวมากๆ ต่อประเด็นภาษี เราได้เขียนอธิบายกระบวนการคิดที่เกี่ยวข้องกับระบบการเงิน ซึ่งนโยบายการคลังของสหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตีที่ต้องการจะยกเลิกระบบการเงินแบบเดิม หรือที่หลายคนเรียกว่าเป็นการ ‘รีเซ็ต’ เนื่องจากทีมของทรัมพ์ รวมถึงอีลอน มัสก์ ในขณะนั้น มีความฝันว่าต้องการจะลดหนี้ของสหรัฐลง และเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลผ่านการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มภาษี 

.

ดังนั้น เมื่อจู่ๆ ทรัมพ์ก็ลดระดับความก้าวร้าวของนโยบายภาษีลง นั่นเป็นสัญญาณว่า จากที่ต้องการ ‘รีเซ็ต’ ระบบการเงินโลก สุดท้ายแล้วทรัมพ์คงจะเข้าใจแล้วว่าการ ‘รีเซ็ต’ นั้น จะนำมาซึ่งความเจ็บปวดมหาศาลต่อเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งดูท่าทรัมพ์คงรับความเจ็บปวดแบบนี้ไม่ได้ เพราะนอกจากทรัมพ์จะลดความก้าวร้าวลงมาแล้ว ยังมีการผ่านกฏหมายเพื่อให้กระทรวงการคลังสหรัฐได้ให้เงินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสหรัฐผ่านการใช้เงินภาครัฐ โดยขนาดงบประมาณมีขนาดใหญ่ถึงขั้นที่ แต่เดิมเรา (รวมทั้ง อีลอน มัสก์) คิดว่าจากนโยบายของทรัมพ์ เราควรจะได้เห็นการใช้จ่ายที่ลดลง และเห็นภาระหนี้ภาครัฐของสหรัฐที่ลดน้อยลง แต่กลายเป็นว่า จากการผ่านร่างงบประมาณ One Big Beautiful Bill (OBBB) จะทำให้สหรัฐอเมริกาต้องมีภาระหนี้ที่เพิ่มมากขึ้นรวมๆ แล้ว อยู่ที่ประมาณ 2.6 -5.6 ล้านล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐในระยะ 10 ปีหลังจากนี้
.

นี่จึงเป็นเหตุว่า ทำไมอีลอน มัสก์ ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการลดงบประมาณภาครัฐมาตลอดจึงมีปัญหากับโดนัลด์ ทรัมพ์ 

.

แต่เรา ในฐานะที่ไม่ใช่ประชาชนคนสหรัฐ เราเป็นเพียงแค่นักลงทุนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงท่าทีแบบนี้ของโดนัลด์ ทรัมพ์​ เท่ากับว่าทั้งหมดที่เคยคิดว่าทรัมพ์จะมาเพื่อ ‘รีเซ็ต’ ระบบการเงินโลก สุดท้ายแล้ว มันไม่มีอะไรเลยที่เปลี่ยนแปลง

.

นี่จึงเป็นที่มาว่า ในช่วงที่ผ่านมา เมื่อทรัมพ์เลิกก้าวร้าว เลิกลดงบประมาณภาครัฐ เราจึงไม่รู้จะเขียนอะไรกันเลยทีเดียว เพราะหากเข้าใจกระบวนการคิดที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนของเงินบนระบบดอลล่าร์​ และเข้าใจแนวคิดการ ‘รีเซ็ต’ ที่เคยเขียนให้อ่านไป เมื่อการ ‘รีเซ็ต’ ถูกยกเลิก ก็จะเข้าใจอัตโนมัติตามมาว่าตลาดจะค่อยๆ ฟื้นตัวจากการหวาดกลัวนโยบายแนว ‘รีเซ็ต’ เงินจะกลับเข้าตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดคริปโต ซึ่งเป็นสองตลาดที่ถูกเทในช่วงที่ทรัมพ์ดำเนินนโยบายแนวก้าวร้าวมากๆ 

.

และท่ามกลางการฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐ ข่าวฟาก Macro ก็ถูกบอมบ์ด้วยข่าวที่ให้อารมณ์หวาดกลัว ว่าด้วยเรื่องหนี้ที่ปรับสูงขึ้นอันสืบเนื่องจากการผ่านงบประมาณ OBBB เริ่มจากบริษัทที่ประเมินเครดิตเรตติ้งใหญ่ๆ ของโลก เริ่มด้วย Moody’s ออกมาประกาศการลดอันดับเครดิตเรตติ้งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ จาก Aaa ลงมาอยู่ที่ Aa1 จากนั้น กระแสข่าวเรื่องการเทขายพันธบัตรและอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐที่เพิ่มสูงขึ้น ก็กลายเป็นหัวข้อที่หลายสื่อนำมานำเสนออย่างคึกคัก 

.

นอกจากพันธบัตรสหรัฐแล้ว พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นก็อยู่ในความสนใจของสื่อบ้านเรามากไม่แพ้กัน การที่อัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้น เงินเฟ้อปรับตัวขึ้น ข่าวไทยบางสำนักพูดเรื่อง BOJ อาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ ซึ่งสุดท้ายอาจทำให้เกิดสถานการณ์การเทขายหุ้นทั่วโลกเพราะต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น หรือที่ก่อนหน้านี้มีเรื่อง Unwind Yen Carry Trade เพราะการแข็งค่าขึ้นกระทันหันของค่าเงินเยน ดังนั้นการที่อัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่นสูงขึ้นจึงกลายเป็นเรื่องราวที่สร้างความหวาดหวั่นให้กับนักลงทุน

.

ทั้งนี้ เราจะเห็นได้ว่าต้นเหตุความหวาดกลัวทั้งหมดในช่วงนี้จะเกี่ยวข้องกับตลาดพันธบัตร บางคนอาจจะหวาดกลัวเรื่องของสงครามร่วมด้วย แต่เราจะไม่ขอกล่าวถึงเรื่องของสงครามเพราะเป็นเรื่องอีเวนท์พิเศษที่เดี๋ยวมาเดี๋ยวไป ดังนั้น หากเรากล่าวเฉพาะข่าวฟาก Macro จะเห็นได้ชัดว่านักลงทุนมีความอ่อนไหวมากกับข่าวที่เกี่ยวกับหนี้และตราสารหนี้ของโลกใบนี้ 

.

หากตัดความอ่อนไหวทั้งหมดออกไป เหลือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตลาด เราจะพบว่าตลาดหุ้นสหรัฐยังคงฟื้นตัว แน่นอนว่าเราจะคาดหวังว่าหุ้นจะขึ้นทุกวันไม่ได้ แต่แนวโน้มหุ้นสหรัฐดูเหมือนมีแนวโน้มที่ดีท่ามกลางข่าวความหวาดกลัวเรื่องภาระหนี้สินที่เพิ่มมากขึ้นของสหรัฐ 

.

แม้แต่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเองก็มีการฟื้นตัวเช่นเดียวกัน ถึงอัตราเงินเฟ้อจะดูไม่ค่อยดี แต่ปรากฏว่าจากนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ กลับไม่มีท่าทีที่อยากจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อยับยั้งเงินเฟ้อ ตรงข้าม นโยบายล่าสุดกลับมาความผ่อนคลายมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% แทนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ ไปจนถึงการลดปริมาณการซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นในอัตราที่ช้าลง อีกนัยยะหนึ่งคือ BOJ จะยืดเวลาการเลิกซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นออกไป เท่ากับเป็นนโยบายผ่อนคลายมากกว่าแข็งกร้าว 

.

เราจะเห็นว่าแม้จะเต็มไปด้วยข่าวที่สร้างความหวาดกลัว แต่ดูเหมือนตลาดเองจะไม่ได้กลัวขนาดนั้น นักลงทุนจึงต้องทำความเข้าใจข่าวสารที่ตัวเองได้รับอย่างถ่องแท้ว่าข่าวชิ้นนั้นแค่สร้างความหวาดกลัว หรือว่าเป็นข่าวที่กระทบแนวทางการลงทุนของตัวเองจริงๆ 

.

สำหรับประเทศญี่ปุ่น โดยปกติแล้วประเทศนี้อยู่ลำบากหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเฉพาะไม่ได้รับความช่วยเหลือจาก BOJ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมักมีแนวโน้มการขึ้นลงสอดคล้องกับนโยบายของ BOJ ดังนั้นท่าที่ของ BOJ ถัดจากนี้จึงสำคัญมาก ว่า BOJ จะเลิกควบคุมตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นจริงหรือไม่ และ BOJ จะไม่ซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นอีกจริงหรือไม่ หากทั้งหมดเป็นจริง ตลาดญี่ปุ่นอาจเสี่ยงเกินไปสำหรับนักลงทุนในอนาคตข้างหน้า 

.

แต่สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา แม้หนี้ของสหรัฐจะเพิ่มขึ้น แต่อย่าลืมว่า ‘การใช้จ่ายเงินของใครคนหนึ่ง จะกลายเป็นรายได้ของใครอีกคนหนึ่งเสมอ’ ดังนั้น การใช้เงินของภาครัฐสหรัฐภายใต้งบประมาณ OBBB ที่มีขนาดใหญ่มหาศาล เงินนั้นย่อมต้องกลายเป็นรายได้ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ภายใต้เศรษฐกิจสหรัฐ และนี่คืออีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไมอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นหลังจากผ่านงบ OBBB ได้สำเร็จ

.

การตีความเรื่องอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น สามารถตีความให้ฟังดูน่าหวาดกลัวก็ได้ หรือจะตีความให้ฟังดูดีมีความหวังก็ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าสื่ออยากจะสื่อสารในแง่ไหน ซึ่งในรอบนี้ดูเหมือนสื่อจะตีความในแง่ที่สร้างความหวาดกลัวกันทุกเจ้า ไม่ว่าจะเป็นสื่อนอกหรือสื่อไทย โดยให้น้ำหนักเรื่องราวหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้นักลงทุนรับรู้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ผลจึงทำให้เกิดการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจนอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น

.

แต่สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจมากๆ คือ อัตราดอกเบี้ยพันธบัตร และราคาพันธบัตร มีการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กันเสมอ หากอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง ราคาพันธบัตรจะถูกคำนวนใหม่ตามอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนไปทั้งขาขึ้นและขาลง โดยอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรจะเคลื่อนไหวสอดคล้องกับ ความเสี่ยง และ อัตราเงินเฟ้อ แล้วราคาก็จะเปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่เปลี่ยนไป

.

จากความเข้าใจนี้ เราสามารถพูดใหม่ให้ฟังดูดีมีความหวังได้อย่างไร ??

.

คำว่า ‘ความเสี่ยง’ ก็ดี ‘เงินเฟ้อ’ ก็ดี ฟังดูแล้วล้วนเป็นคำที่ไม่ดีเลย แต่หากเราพูดใหม่ว่า ‘การเติบโต’ ล่ะ ?? เป็นคำที่ฟังแล้วดูมีความหวังขึ้นมาแล้วหรือยัง ??

.

เราไม่ได้จะต้องการเล่นแร่แปรธาตุถ้อยคำอะไร แต่ความจริงของเศรษฐกิจคือ เมื่อใครบางคนใช้จ่าย ใครอีกคนก็จะมีรายได้ ยิ่งมีเจ้ามือที่มือเติบใจใหญ่ กล้ากู้เงินมหาศาลเพื่อนำมาใช้จ่าย นั่นยิ่งจะทำให้มีเงินมหาศาลไหลเข้ามือของผู้คนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจนั้นๆ ขึ้นอยู่กับเงินถูกใช้จ่ายไปที่ตรงไหน 

.

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลสหรัฐก่อหนี้มากขึ้นเพื่อนำมาใช้จ่ายมากขึ้น แล้วตลาดตอบรับด้วยอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่สูงขึ้น นั่นหมายถึงตลาดกำลังบอกว่า ตลาดเชื่อว่าการใช้จ่ายครั้งนี้ เมื่อรวมเอาปัจจัยเรื่องภาษีบวกเข้าไปด้วยแล้ว เงินเฟ้อในอนาคตจะต้องเพิ่มขึ้น การที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วย เพราะเมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น การที่เศรษฐกิจจะมั่นคงได้จะต้องมีตัวเลขการเจริญเติบโตที่สูงควบคู่กันไปด้วย เมื่อมองจากเลนส์ในวันนี้ที่มีต่ออนาคตในแง่ของความเสี่ยง ยิ่งเงินเฟ้อสูง การเติบโตก็ยิ่งต้องสูง ตัวเลขผลตอบแทนในอนาคตเองก็ควรจะต้องสูงตามการเติบโตเช่นกัน เมื่อตัวเลขผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดหวังสูง แปลว่านักลงทุนก็ต้องเผื่อใจเอาไว้เช่นกันว่าหากตัวเลขการเติบโตไม่เป็นไปตามที่หวัง นักลงทุนก็ต้องรับผลกระทบที่เกิดจากความเสี่ยงนี้

.

ดังนั้น หากเงินเฟ้อสูง โดยธรรมชาติแปลว่าความเสี่ยงของการลงทุนในพันธบัตรจะสูงขึ้นเพราะนักลงทุนต้องคาดหวังผลตอบแทนที่สูงตามเงินเฟ้อ แต่ขณะเดียวกัน หากตลาดพันธบัตรตอบรับด้วยอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงนักลงทุนในตลาดมองเห็นการเจริญเติบโตที่มาพร้อมกับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

.

ส่วนการเทขายที่เกิดขึ้น ก็เกิดตามกลไกของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น การลงทุนในพันธบัตร หากดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น ย่อมไม่มีใครอยากถือพันธบัตรเก่าไว้ในมือ ทุกคนย่อมอยากได้พันธบัตรใหม่ที่มีอัตราผลตอบแทนสูงขึ้นด้วยกันทั้งสิ้น จึงเกิดการเทขายพันธบัตรออกมา และมีข่าวน่าสะพรึงอย่างข่าวว่าด้วยเรื่องนักลงทุนพากันเทขายพันธบัตรเพราะหวั่นเกรงเรื่องหนี้สหรัฐที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น

.

ทีนี้ หลายคนคงมีคำถามว่า แล้วถ้าหากการเติบโตไม่เกิดขึ้นล่ะ นักลงทุนอาจจะพากันแห่ขายเพราะกลัวเรื่องหนี้ที่เพิ่มขึ้นจริงๆ ก็ได้ ถึงตรงนี้ จะข้อยกเคสของประเทศไทยมาให้ดูเป็นตัวอย่าง

.

ประเทศไทยเอง ก่อนหน้านี้ก็มีการทำนโยบายแนวกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน นั่นคือนโยบายการแจกเงิน ภายใต้ชื่อนโยบาย Digital Wallet ซึ่งก็คล้ายๆ กับสหรัฐที่ใช้จ่ายผ่านคลัง อัดฉีดเงินลงมาในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยเอง ภายใต้นโยบาย Digital Wallet ก็มีการใช้จ่ายขนาดใหญ่ผ่านลงมาทางภาครัฐเช่นเดียวกัน หนี้สินของประเทศไทยต่อ GDP เองก็ปรับเพิ่มขึ้นมาตลอดตั้งแต่หลังโควิด กระทั่งปัจจุบันนี้ก็มีความต้องการอย่างชัดเจนจากกระทรวงการคลังไทยว่าต้องการเพิ่มเพดานหนี้เพื่อกู้เงินเพิ่มไม่หยุด 

.

แต่ท่ามกลางนโยบายใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ และหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นไม่หยุด ตลาดพันธบัตรบ้านเรากลับมีแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวขาลงมาตลอด

ทำไมแม้พฤติกรรมการใช้เงินของภาครัฐจะเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์บนตลาดพันธบัตรถึงแตกต่างกับสหรัฐขนาดนั้น ?? ตลาดพันธบัตรไทยกำลังบอกอะไรเราอยู่ ?? 

.

สิ่งที่ตลาดพันธบัตรไทยกำลังบอกเราเสียงดังและชัดเจนมาก คือ แม้จะมีนโยบายใช้เงินขนาดใหญ่เหมือนกัน มีภาวะหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ตลาดมอง ‘การเติบโต’ ในอนาคต ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐต่างกัน

.

หากการเติบโตไม่เกิด ไม่มีทางที่เงินเฟ้อจะปรับขึ้นได้ เพราะเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้บริโภคคนสุดท้ายมีแรงบริโภคเท่านั้น หากผู้บริโภคไม่มีแรงซื้อ ผู้ประกอบการจะไม่สามารถผลักภาระต้นทุนใดๆ ให้ไปถึงผู้บริโภคได้เลย และหากผู้บริโภคไม่มีแรงซื้อ การหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจะช้าลง ทำให้เศรษฐกิจมีการหดตัวลง เมื่อเศรษฐกิจหดตัว ผู้คนในระบบเศรษฐกิจจะมีเงินที่ไหนไปบริโภคและสร้างเงินเฟ้อให้เกิดขึ้นได้

.

เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตรระยะยาวของไทยปรับตัวลดลง นี่หมายถึงความคาดหวังในเงินเฟ้อ และความคาดหวังในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลง แม้รัฐบาลไทยจะใช้จ่ายและก่อหนี้เพิ่มก็ตาม 

.

ดังนั้น เมื่อหันกลับไปดูสหรัฐอเมริกา การที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐตอบรับด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น นั่นคือตลาดคาดหวังอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหากมีความคาดหวังการเติบโตเพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นสหรัฐก็จะพลอยได้รับการคาดหวังการเติบโตที่เพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐพลอยฟื้นตัวด้วยเช่นกัน 

.

กล่าวโดยสรุปคือ เวลาที่เราอ่านข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ของตลาดพันธบัตร ต้องพยายามอย่าตื่นตระหนกตามข่าว ความจริงแล้ว ตลาดพันธบัตรนั้นมีขนาดใหญ่มาก แถมยังมีสถานะเป็นทรัพย์สินที่สามารถเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันได้อีก เรียกได้ว่าไม่รู้ว่าในโลกนี้นักลงทุนสถาบันนั้นใช้พันธบัตรมา Leverage กันมากมายแค่ไหน ดังนั้น ตลาดพันธบัตรจึงเป็นตลาดที่มีความสำคัญในระดับที่ธนาคารกลางจะต้องคอยสอดส่องแบบตาไม่กระพริบ โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรสหรัฐ ที่เป็นพื้นฐานของสภาพคล่องทางการเงินโลกที่สำคัญ รับรองได้ว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับตลาดพันธบัตรสหรัฐ คนที่ต้องร้องก่อนคนแรกคือ Fed หรือธนาคารกลางสหรัฐ ส่วนคนที่ต้องร้องตามมาคือกระทรวงการคลังสหรัฐ เพราะตลาดพันธบัตรสหรัฐนั้นนับได้ว่ามีความสำคัญในระดับความมั่นคงเลยทีเดียว 

.

ดังนั้น หากเราจะตื่นตระหนก สามารถรอให้ Fed และกระทรวงการคลังสหรัฐใช้ของให้หมดแม็คก่อนได้ หากหมดแม็กแล้วยังแก้ปัญหาไม่ตก นั่นก็จะเป็นระเบิดนิวเคลียร์ในระบบการเงินโลกอย่างแท้จริง