• Mei's Newsletter
  • Posts
  • เบื้องหลังความบ้าคลั่งของนโยบาย Trump 2.0: บทวิเคราะห์เป้าหมายที่แท้จริงกับความต้องการจัดระเบียบการเงินโลกโฉมใหม่ของสหรัฐอเมริกา

เบื้องหลังความบ้าคลั่งของนโยบาย Trump 2.0: บทวิเคราะห์เป้าหมายที่แท้จริงกับความต้องการจัดระเบียบการเงินโลกโฉมใหม่ของสหรัฐอเมริกา

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อวิเคราะห์สภาวะแวดล้อมทางการเงินที่กำลังจะเปลี่ยนไปภายใต้การบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่สอง การวิเคราะห์และข้อเสนอแนะที่นำเสนอมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น และไม่ควรถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ก่อนตัดสินใจลงทุน โปรดปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินมืออาชีพเพื่อคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์เฉพาะของคุณ

บทนำ: จากความบ้าคลั่งสู่ยุทธศาสตร์ที่แท้จริง

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินโลกได้สั่นคลอนอย่างรุนแรงจากการประกาศนโยบายการค้าใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มเติมจนรวมเป็น 104% และภาษีนำเข้า 10-40% กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ได้สร้างความตกตะลึงให้กับตลาดและนักวิเคราะห์ทั่วโลก ตลาดหุ้นสหรัฐได้เผชิญกับการเทขายอย่างหนัก รวมไปถึงตลาดหุ้นทั่วโลก ต่างก็ถูกเทขายหนักไม่ต่างกัน

หลายคนมองว่าทรัมป์กำลัง "บ้าคลั่ง" ด้วยนโยบายที่ดูเหมือนจะทำร้ายเศรษฐกิจสหรัฐเอง นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเตือนว่านโยบายกำแพงภาษีจะนำไปสู่เงินเฟ้อที่สูงขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้าลง และมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ทำไมทรัมป์และทีมเศรษฐกิจของเขายังคงยืนกรานในแนวทางนี้?

บทความนี้จะนำเสนอมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยวิเคราะห์ว่านโยบายของทรัมป์อาจไม่ได้ "บ้าคลั่ง" อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ซับซ้อนและมีเป้าหมายระยะยาวในการปรับเปลี่ยนระเบียบการเงินโลก โดยเฉพาะการลดบทบาทของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองหลักของโลก เพื่อลดภาระหนี้และการขาดดุลการค้าที่กำลังคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐในระยะยาว

ส่วนที่ 1: ความท้าทายของการเป็นสกุลเงินสำรองโลก: Triffin Dilemma

การทำความเข้าใจนโยบายของทรัมป์เริ่มต้นจากการเข้าใจความท้าทายพื้นฐานที่สหรัฐกำลังเผชิญในฐานะประเทศที่ออกสกุลเงินสำรองหลักของโลก สิ่งนี้เรียกว่า "Triffin Dilemma" ตามชื่อนักเศรษฐศาสตร์ Robert Triffin ที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ในทศวรรษ 1960

Triffin Dilemma ในยุคปัจจุบัน

Triffin Dilemma อธิบายความขัดแย้งพื้นฐานที่ประเทศผู้ออกสกุลเงินสำรองโลกต้องเผชิญ ในด้านหนึ่ง โลกต้องการดอลลาร์จำนวนมากเพื่อใช้เป็นสกุลเงินกลางในการสนับสนุนการค้าโลกที่เติบโตขึ้น อย่าลืมว่าโลกเรานี้ใช้ดอลล่าร์เป็นสกุลเงินกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยน รวมไปถึงมีหนี้จำนวนมากในสกุลเงินดอลล่าร์ที่ต้องการการชำระดอกเบี้ยและชำระหนี้ในสกุลเงินดอลล่าร์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่ดอลลาร์ไหลออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่องหมายถึงสหรัฐต้องดำเนินนโยบายขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในระยะยาวจะบั่นทอนความน่าเชื่อถือของดอลลาร์เอง

สถานการณ์ในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า Triffin Dilemma ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ:

  1. การขาดดุลการค้าที่เรื้อรัง: สหรัฐมีการขาดดุลการค้าต่อเนื่องมากว่า 40 ปี โดยในปี 2023 ขาดดุลการค้ากว่า 900,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการส่งดอลลาร์ออกนอกประเทศในปริมาณมหาศาล

  2. การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น: รัฐบาลสหรัฐมีการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2024 ขาดดุลถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงถึงประมาณ 120% ของ GDP

  3. ภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น: ในปี 2024 สหรัฐจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะไปแล้วกว่า 950,000 ล้านดอลลาร์ และตัวเลขนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้นตราบใดที่สหรัฐยังคงดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณอยู่เรื่อยไปแบบนี้ 

มุมมองของทีมเศรษฐกิจทรัมป์ต่อ Triffin Dilemma

Scott Bessent ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ของทรัมป์ และ Stephen Miran ที่ปรึกษาเศรษฐกิจคนสำคัญ มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่ยั่งยืนและกำลังคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐในระยะยาว

ทีมเศรษฐกิจของทรัมป์ นำโดย Bessent และ Stephen Miran มีแนวคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการปฏิรูประบบการเงินโลก แนวคิดเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกับการเปรียบเทียบกับการประชุมเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods) ในปี 1944 ที่วางรากฐานระบบการเงินหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แนวทางนี้เสนอว่าสหรัฐควรลดบทบาทของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองโลกเพียงสกุลเดียว และสนับสนุนระบบหลายขั้ว (Multipolar System) ที่มีหลายสกุลเงินและทองคำเป็นสินทรัพย์สำรอง

Steve Bannon อดีตที่ปรึกษาของทรัมป์ เคยกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "เราจำเป็นต้องยุติระบบที่สหรัฐต้องขาดดุลการค้าเพื่อให้ดอลลาร์หมุนเวียนทั่วโลก ซึ่งในที่สุดจะทำลายความมั่งคั่งของชนชั้นกลางอเมริกัน"

จากมุมมองนี้ การที่ทรัมป์แต่งตั้ง Bessent เป็นรัฐมนตรีคลังแทนที่จะเป็นนักการเงินจาก Wall Street แบบดั้งเดิม และการจัดตั้งกระทรวง DOGE (Department of Government Efficiency) ภายใต้การนำของ Elon Musk เพื่อลดการใช้จ่ายภาครัฐ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐ

ส่วนที่ 2: แผนการของทรัมป์: ลดบทบาทดอลลาร์ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

เมื่อมองผ่านเลนส์ของ Triffin Dilemma นโยบายของทรัมป์ที่ดูเหมือนจะสร้างความโกลาหลในตลาดกลับมีเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนมากขึ้น เราสามารถมองว่านโยบายเหล่านี้เป็นแผนการครอบคลุมเพื่อลดบทบาทของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองโลก และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐให้มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นบนเรื่องการค้า

1. การลดการขาดดุลการคลังผ่านกระทรวง DOGE

การจัดตั้งกระทรวง DOGE ที่มีเป้าหมายตัดงบประมาณรัฐบาลกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ สะท้อนถึงความพยายามในการลดการขาดดุลงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ โดยในการแถลงข่าวล่าสุดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2025 Musk ได้เน้นย้ำว่าภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐที่มากกว่า 34 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น "ภัยคุกคามความมั่นคงแห่งชาติ" ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องการลดค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่เป็นความพยายามในการลดการออกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งเป็นสินทรัพย์สำรองหลักของธนาคารกลางทั่วโลก การลดปริมาณพันธบัตรใหม่จะลดความจำเป็นในการพึ่งพิงการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งหมายถึงสหรัฐสามารถส่งออกได้มากขึ้น ดึงดอลล่าร์กลับสหรัฐได้มากขึ้น ต่างชาติจะมีดอลล่าร์ในครอบครองน้อยลง จึงไม่จำเป็นต้องนำดอลล่าร์กลับมาลงทุนที่สหรัฐอเมริกา สอดคล้องกับการเป็นหนี้ที่ลดน้อยลงของสหรัฐ 

2. การลดการไหลออกของดอลลาร์ผ่านนโยบายภาษีนำเข้า

นโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์มีเป้าหมายชัดเจนในการลดการขาดดุลการค้า โดยเฉพาะกับจีนซึ่ง โดนัลด์ ทรัมพ์ ได้กล่าวหาว่าตัวเลขการขาดดุลการค้าระหว่างจีนและสหรัฐนั้นสูงถึงประมาณ 400,000 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ แม้ตัวเลขตามความเป็นจริงจะน้อยกว่านั้นก็ตาม และในที่สุด ท่ามกลางการตอบโต้ไปมาระหว่างจีนและสหรัฐ ก็ทำให้ตอนนี้ ภาษีสินค้าบางตัวของประเทศจีนถูกมาตรการทางภาษีศุลกากรของสหรัฐขึ้นไปสูงถึง 104% เลยทีเดียว ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ยังมีความเสี่ยงในการถูกขึ้นภาษีสินค้าอยู่ที่ประมาณ 10-40% 

Scott Bessent ได้อธิบายยุทธศาสตร์นี้ในบทความที่เขาเขียนว่า "การลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐจะช่วยลดการสะสมดอลลาร์ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุของความไม่สมดุลในระบบการเงินโลก"

นอกจากนี้ ในการให้สัมภาษณ์กับ Fox Business เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2025 Bessent ยังได้ระบุว่า "เป้าหมายไม่ใช่การทำสงครามการค้า แต่เป็นการสร้างความสมดุลใหม่ให้กับระบบการค้าโลก ที่ไม่ได้พึ่งพาการขาดดุลการค้าของสหรัฐอย่างไม่สมเหตุสมผล"

จากคำให้สัมภาษณ์นี้ จึงเป็นข้อควรตระหนักในยามเจรจากับสหรัฐว่า สิ่งที่สหรัฐต้องการไม่ใช่แค่เรื่องของภาษี แต่เป็นเรื่องของความต้องการของสหรัฐที่จะเปลี่ยนตัวเองจากประเทศที่ขาดดุลการค้า กลายเป็นประเทศที่มีความสมดุล หรือแม้กระทั่งเกินดุลทางการค้า

3. การลดมูลค่าดอลลาร์ผ่านการสร้างแรงกดดันในตลาด

นโยบายของทรัมป์ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อมูลค่าดอลลาร์ หลังจากประกาศนโยบายภาษีเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2025 ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ได้ลดลงกว่า 5% ภายในสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นการลดลงที่รวดเร็วที่สุดในรอบหลายปี

การอ่อนค่าของดอลลาร์เป็นประโยชน์ต่อเป้าหมายของทรัมป์ในหลายด้าน:

  • ช่วยให้สินค้าส่งออกของสหรัฐมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

  • ลดมูลค่าที่แท้จริงของหนี้สาธารณะในสกุลเงินดอลลาร์

  • ลดความน่าดึงดูดของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรอง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจาก Bloomberg เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2025 ว่า Bessent กำลังพิจารณาทบทวนนโยบายของกระทรวงการคลังที่สนับสนุน "ดอลลาร์แข็ง" ซึ่งเป็นแนวทางที่กระทรวงการคลังสหรัฐยึดถือมาตั้งแต่ยุครัฐบาลคลินตัน นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากในนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ

ส่วนที่ 3: ปฏิกิริยาลูกโซ่: การไหลเข้าสู่ทองคำและการปรับตัวของประเทศอื่นๆ

ในขณะที่ทรัมป์กำลังเดินหน้านโยบายเพื่อลดบทบาทของดอลลาร์ ระบบการเงินโลกได้เริ่มปฏิกิริยาลูกโซ่ที่น่าสนใจ ซึ่งอาจเผยให้เห็นถึงรูปร่างของระเบียบการเงินโลกโฉมใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น

การไหลเข้าสู่ทองคำอย่างมหาศาล

หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุด คือการไหลของเงิน โดยเกิดการเทขายของดอลล่าร์ ทำให้ดอลล่าร์อ่อนค่า ในขณะที่ฟากทองคำกลับมีแรงซื้อสวนทางกับการลดมูลค่าของดอลล่าร์มาโดยตลอด 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายของทรัมป์และอนาคตของดอลลาร์ ราคาทองคำได้ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ราคาทองคำนั้นขึ้นไปทะลุ 3,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในต้นเดือนเมษายน 2025 เพิ่มขึ้นประมาณ 8-10% นับตั้งแต่ต้นปี และเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าทองคำเข้าสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐสาขาแอตแลนตา แสดงให้เห็นว่าการนำเข้าทองคำได้ส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์ GDP อย่างมีนัยสำคัญ จนต้องมีการปรับปรุงวิธีการคำนวณ GDP Now ของธนาคารกลางสหรัฐสาขาแอตแลนตา

ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับข้อสังเกตของ Bessent ในบทความของเขาว่า "ทองคำควรกลับมามีบทบาทสำคัญในระบบการเงินโลก เพื่อสร้างความสมดุลให้กับความไม่มั่นคงที่เกิดจากระบบที่พึ่งพาสกุลเงินกระดาษมากเกินไป"

ความเคลื่อนไหวนี้ยังสอดคล้องกับการที่ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีน รัสเซีย และประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ได้เพิ่มการถือครองทองคำอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยสภาทองคำโลกรายงานว่าในปี 2023 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำมากถึง 1,037 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณมากที่สุดในประวัติศาสตร์

การตอบโต้ของจีนและประเทศอื่นๆ

การตอบสนองของจีนต่อนโยบายของทรัมป์มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นคู่ค้าและคู่แข่งทางเศรษฐกิจหลักของสหรัฐ ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2025 ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งรวมถึงการอัดฉีดสภาพคล่องกว่า 20 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 2.75 ล้านล้านดอลลาร์) เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ว่าจีนยังมีกลยุทธ์พิเศษในการจัดการกับปัญหาเงินฝืด (Debt Deflation) โดยพยายามผลักดันให้ราคาทองคำในสกุลเงินหยวนสูงขึ้นถึงระดับ 26,000 หยวนต่อออนซ์ (ประมาณ 3,600 ดอลลาร์) เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจจีนมีความผ่อนคลายมากขึ้นผ่านการอ่อนค่าลงของเงินหยวน ซึ่งนี้เป็นเพียงการคาดเดาถึงหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จีนสามารถหยิบเอามาใช้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่จีนต้องลดค่าเงินเพื่อต่อสู้กับสหรัฐบนตลาดการค้าและภาษี 

ในยุโรป เยอรมนีซึ่งเป็นประเทศที่มีวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ได้ประกาศแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเพิ่มการขาดดุลงบประมาณในปี 2025 และยอมรับการก่อหนี้เพิ่มขึ้น รัฐมนตรีการคลังเยอรมัน Christian Lindner ได้ให้เหตุผลว่า "ในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลง เราต้องลงทุนในอนาคตของเรา"

"Bretton Woods 2.0": การปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ของระบบการเงินโลก

เมื่อพิจารณาจากปฏิกิริยาลูกโซ่ที่กำลังเกิดขึ้น เราอาจกำลังเห็นการเคลื่อนไหวไปสู่สิ่งที่ Bessent เรียกว่า "Bretton Woods 2.0" – การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของระบบการเงินโลกที่จะมีลักษณะดังนี้:

  1. ระบบหลายขั้ว (Multipolar System): แทนที่จะมีดอลลาร์เป็นสกุลเงินสำรองหลักเพียงสกุลเดียว ระบบใหม่จะมีหลายสกุลเงินที่แข่งขันกัน รวมถึงดอลลาร์ ยูโร หยวน และอาจรวมถึงรูปีอินเดีย

  2. บทบาทที่เพิ่มขึ้นของทองคำ: ทองคำจะกลับมามีความสำคัญมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์สำรองและทุนประกันความมั่นคงทางการเงิน

  3. นโยบายสนับสนุนภาคการผลิต: ประเทศต่างๆ จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคการผลิตและการส่งออกมากขึ้น แทนที่จะเน้นเพียงการเติบโตผ่านการบริโภคภายในประเทศ

  4. การลดการพึ่งพา Global Supply Chains: ประเทศต่างๆ จะมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น แม้ว่าจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น

ส่วนที่ 4: ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและโอกาสสำหรับนักลงทุน

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบการเงินโลกจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นักลงทุนที่เข้าใจพลวัตนี้จะสามารถปรับตัวและหาโอกาสได้ดีกว่า

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

  1. ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรงในระยะสั้น: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขนาดใหญ่มักนำมาซึ่งความไม่แน่นอนและความผันผวน ซึ่งจะส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวในระยะสั้น โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐมาก

  2. เงินเฟ้อสูงขึ้น: การขึ้นภาษีนำเข้าจะส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเงินเฟ้อโดยตรง นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs ประเมินว่านโยบายภาษีของทรัมป์อาจเพิ่มอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐขึ้น 0.5-1.0% ในปีแรกหลังการบังคับใช้ ทำให้การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐมีความซับซ้อนมากขึ้น

  3. การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก: บริษัทข้ามชาติจะเร่งปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานของตนเพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางการค้า ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังประเทศอื่น เช่น เวียดนาม อินเดีย และเม็กซิโก รวมทั้งการนำการผลิตกลับไปยังสหรัฐ 

  4. ระบบการเงินแบบแบ่งขั้ว (Fragmented Financial System): โลกอาจเคลื่อนไปสู่ระบบการเงินที่แบ่งออกเป็นบล็อกการค้าและการเงินที่แยกจากกันมากขึ้น เช่น กลุ่มที่นำโดยสหรัฐและพันธมิตร กับกลุ่มที่นำโดยจีนและ BRICS ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพของการจัดสรรทุนในระดับโลก แต่อาจเพิ่มความยืดหยุ่นในระยะยาว

โอกาสสำหรับนักลงทุน

  1. ทองคำและสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ: ในสภาพแวดล้อมที่ดอลลาร์อ่อนค่าและมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับระบบการเงินโลก ทองคำและสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันเงินเฟ้ออื่นๆ เช่น พันธบัตรที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ (TIPS) น่าจะมีผลการดำเนินงานที่ดี อย่างไรก็ตาม ให้ระวังสถานการณ์การหดตัวของเศรษฐกิจอย่างรุนแรงด้วย เพราะหากเศรษฐกิจเกิดการหดตัวมากเกินไปจนผู้ขายสินค้าไม่อาจส่งผ่านต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคได้ เราอาจต้องพบกับสถานการณ์เงินฝืดได้เช่นกัน

  2. ภาคการผลิตในสหรัฐและโครงสร้างพื้นฐาน: บริษัทที่ได้ประโยชน์จากนโยบายส่งเสริมการผลิตในประเทศและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น บริษัทก่อสร้าง บริษัทขนส่งทางรถไฟ และผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง มีแนวโน้มได้รับประโยชน์

  3. บริษัทที่มีห่วงโซ่อุปทานยืดหยุ่น: บริษัทที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการค้าและสามารถปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพจะมีความได้เปรียบในสภาพแวดล้อมใหม่นี้

  4. ตลาดเกิดใหม่ที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน: ประเทศเช่น เวียดนาม อินเดีย และเม็กซิโก ที่อยู่ในตำแหน่งที่จะได้รับประโยชน์จากการย้ายการผลิตออกจากจีน อาจเป็นจุดสนใจที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะยาว

ส่วนที่ 5: บทสรุป: การปฏิวัติเงียบของระบบการเงินโลก

นโยบายของทรัมป์ที่หลายคนมองว่า "บ้าคลั่ง" อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่มีเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทของสหรัฐในระบบเศรษฐกิจโลก การลดการพึ่งพาดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองหลักของโลกอาจช่วยแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่เกิดจาก Triffin Dilemma และลดความจำเป็นในการดำเนินนโยบายขาดดุลการค้าและงบประมาณอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้จะสร้างความไม่แน่นอนและความผันผวนในตลาดการเงินเป็นอย่างมาก และเรายังไม่รู้ความแน่นอนของขนาดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่าน ทำให้ตลาดทุนอยู่ในสภาวะที่มีความเสี่ยงสูงมากๆ  แต่ในระยะยาว อาจนำไปสู่ระบบเศรษฐกิจโลกที่มีความสมดุลมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาการขาดดุลของสหรัฐมากเกินไป

Scott Bessent เคยเขียนไว้ว่า "จุดอ่อนของระบบการเงินในปัจจุบันคือการพึ่งพาสกุลเงินของประเทศเดียวมากเกินไป การเคลื่อนไปสู่ระบบที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยมีทองคำเป็นศูนย์กลาง จะสร้างเสถียรภาพให้กับระบบการเงินโลกในระยะยาว"

เราอาจกำลังเผชิญกับการปฏิวัติเงียบของระบบการเงินโลก ที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีที่ประเทศต่างๆ ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและทำการค้าระหว่างกัน นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ รัฐบาล และชีวิตของผู้คนทั่วโลกในทศวรรษต่อๆ ไป

นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง Barry Eichengreen เคยกล่าวไว้ว่า "การเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินโลกมักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ จนแทบไม่สังเกตเห็น จนกระทั่งวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมาและพบว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว" เราอาจกำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านเช่นนั้น ซึ่งจะกำหนดรูปร่างของระบบเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21

ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยกับวิธีการของทรัมป์หรือไม่ก็ตาม การทำความเข้าใจเป้าหมายที่แท้จริงและแนวคิดเบื้องหลังนโยบายของเขามีความสำคัญต่อการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกควรให้ความสนใจกับพลวัตเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียง "ความบ้าคลั่ง" แต่เป็นการปรับเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดรูปแบบระเบียบใหม่ของเศรษฐกิจโลกในอนาคต