• Mei's Newsletter
  • Posts
  • ความเสี่ยง และโอกาส ในตลาดหุ้นสหรัฐวันนี้ เราควรกังวลแค่ไหน ??

ความเสี่ยง และโอกาส ในตลาดหุ้นสหรัฐวันนี้ เราควรกังวลแค่ไหน ??

Newsletter No.7 : 18Jun2025

ความเสี่ยง และโอกาส ในตลาดหุ้นสหรัฐวันนี้ เราควรกังวลแค่ไหน  ?? 

////////////////////////////////////////////////////////////////////

คำเตือน

การวิเคราะห์และข้อเสนอแนะที่นำเสนอมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ก่อนตัดสินใจลงทุน โปรดปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินมืออาชีพเพื่อคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์เฉพาะของคุณ

////////////////////////////////////////////////////////////////////

หลายคนบอกว่าหุ้นสหรัฐราคาสูงเกินไป หลายคนบอกว่าหนี้ของสหรัฐนั้นมีมากเกินไป และสหรัฐกำลังจะพบกับจุดจบ แม้แต่นักวิเคราะห์จากทางสหรัฐเอง ก็มีจำนวนมากมายหลายคนที่ให้ความกังวลกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปริมาณหนี้ เรื่องอัตราเงินเฟ้อ รวมไปถึงเรื่องกำลังการซื้อสินค้าที่ดูเหมือนว่าคนสหรัฐตอนนี้จะพากันรัดเข็มขัดอย่างถ้วนหน้า และทั้งหมดทำให้มุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยงบนการลงทุนในสหรัฐอเมริกานั้นเพิ่มขึ้น

.

เราไม่อาจฟันธงลงไปให้ด้านใดด้านหนึ่งได้ว่าสรุปแล้ว ตลาดสหรัฐมีแต่ความเสี่ยงจริงหรือไม่ เพราะในความเป็นจริง ความเสี่ยงและโอกาสเป็นของคู่กัน การลงทุนคือการทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดในวันนี้ซึ่งสะท้อนไปถึงอนาคตข้างหน้า ใครมองอนาคตถูกย่อมได้รับรางวัลจากการลงทุน แต่ถ้าใครมองอนาคตผิด ก็ย่อมต้องขาดทุนจากการลงทุน นี่คือธรรมชาติของการลงทุนที่เราต้องทำความเข้าใจก่อนก้าวเข้าสู่โลกของการลงทุน

.

เมื่อหันกลับมามองสหรัฐอเมริกา อะไรกันนะ ที่เป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นสหรัฐ และปัจจัยอะไรกันที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้นสหรัฐที่อาจทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐถูกเทขายได้

.

ก่อนอื่นเลย มาทำความเข้าใจกันก่อนว่าอะไรกันที่กระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐ 

.

หากเราโฟกัสไปที่การลงทุน ปัจจัยที่เป็นผลบวกกับตลาดหุ้นสหรัฐ ย่อมต้องเป็นปริมาณเงินที่ไหลเวียนในตลาดที่เพิ่มขึ้น นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว หุ้นจะขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคนนำเงินมาซื้อหุ้นในตลาดเพิ่มขึ้น หากไม่มีใครนำเงินมาซื้อหุ้นอีกต่อไป นั่นแปลว่าจะมีคนขายเพิ่มมากขึ้น และกดดันหุ้นให้ราคาลดลงจนกว่าจะมีคนขนเงินเข้ามาซื้ออีกครั้ง เพราะเหตุนี้ ไม่ว่าจะมีอะไรเป็นเหตุผลเบื้องหลังเงินไหลเวียนในตลาด คำตอบสุดท้ายจะต้องเป็น ตลาดมี ‘Liquidity’ หรือ ‘สภาพคล่อง’ เพิ่มขึ้น

.

โดยปกติแล้ว Liquidity เหล่านี้มาจากไหน ?? 

.

หากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ต้นกำเนิดของสภาพคล่องทางการเงินสามารถมาจาก 1. การเติบโตของเศรษฐกิจและสินเชื่อ 2. การอัดฉีดเงินจาก Fed 3. การอัดฉีดเงินจากภาครัฐ และ 4. ความเสี่ยงในตลาดที่มีผลต่อการ leverage บนสินทรัพย์ค้ำประกัน 

.

ดังนั้น เราลองมาดูกันว่า โอกาสบนตลาดหุ้นสหรัฐมีอยู่มากน้อยแค่ไหน ? 

.

1. การเติบโตของเศรษฐกิจและสินเชื่อ : ในตอนนี้ที่โลกเรากำลังมีประเด็นความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษี ทำให้มีความกังวลว่าเศรษฐกิจจะไม่โต ซึ่งนี่เป็นประเด็นหลักที่หลายคนมองว่าหุ้นสหรัฐนั้นแพงมากแล้ว และถ้าเศรษฐกิจในอนาคตไม่โต แปลว่าหุ้นในขณะนี้มันแพงเกินไปแล้วหรือเปล่า ?? 

.

อย่างไรก็ดี เรามีข้อมูลที่น่าแปลกประหลาดว่า ความจริงเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะยังคงสามารถเติบโตขึ้นได้อีก เพราะเมื่อมองจากการเติบโตของฟากอุตสาหกรรมแล้ว คล้ายกับว่าตอนนี้กำลังอยู่ในระยะฟื้นตัว

ดังนั้น ในแง่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ จึงยังคงเป์นที่ถกเถียงกันอยู่ ว่าสรุปแล้วเศรษฐกิจสหรัฐจะโต หรือจะแกร็นเพราะนโยบายภาษีและเงินเฟ้อซึ่งเป็นผลพวงจากนโยบายภาษี 

.

แต่เมื่อมองจากอัตราดอกเบี้ยบนตลาดพันธบัตรสหรัฐที่ปรับตัวขึ้น ในตอนนี้บรรดานักวิเคราะห์หลายเจ้ามองว่าอัตราดอกเบี้ยบนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี อาจจะขึ้นไปจนถึง 5% แม้อัตราดอกเบี้ยที่สูงสามารถตีความได้ว่าต้นทุนทางการเงินแพง อาจกระทบต่อการดึงเงินกลับมาเป็นค่าใช้จ่าย แต่ในขณะเดียวกัน ผลตอบแทนที่สูง ก็ย่อมแปลว่ามีเงินไหลกลับเข้ากระเป๋านักลงทุนเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน สุดท้ายจึงต้องกลับไปที่คำถามที่ว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น แล้วการเติบโตนั้นสูงขึ้นจนสามารถนำมาจ่ายดอกเบี้ยได้หรือไม่ และหากคำตอบคือได้ นั่นหมายถึงความคาดหวังบนสภาพคล่องทางการเงินในระยะยาวต้องเพิ่มขึ้นมากพอที่จะชำระหนี้ได้ แปลว่าจากวันนี้เป็นต้นไป สภาพคล่องทางการเงินควรจะเติบโตและไหลเข้าตลาดหุ้นสหรัฐเช่นกัน 

.

2. นโยบายทางการเงินของ Fed : มาถึงตอนนี้ เราไม่ควรคาดหวังนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของ Fed แม้ว่า Fed อาจจะดำเนินนโยบายที่ผ่อนคลายลงเพราะการกดดันจากรัฐบาลก็ตาม แต่เราไม่ควรเอาความคาดหวังนี้ไปวางไว้ที่ Fed เพราะเมื่อเรามองไปที่ความคาดหวังบนเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ Fed ไม่อยู่ในสถานะที่จะลดอัตราดอกเบี้ยได้ และจากท่าทีของประธาน Fed เจอร์โรม พาวว์เวล ก็ดูจะมีความแข็งกร้าวมากทีเดียว ดังนั้น เราไม่อาจนับนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐว่าเป็นนโยบายที่สนับสนุนตลาดหุ้นได้ และสามารถติ๊กข้อนี้ว่าเป็นความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐได้เหมือนกัน

.

3. นโยบายการคลังของสหรัฐ : ข้อนี้ไม่ต้องพูดอะไรมาก การผ่านร่างงบประมาณ One Big Beautiful Bill ที่จะทำให้สหรัฐต้องขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น ต้องมีหนี้มากขึ้นราว 2.5 - 5 ล้านล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐในอีก 10 ข้างหน้า นี่คือนโยบายที่ช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นสหรัฐอย่างแน่นอน เพราะการใช้เงินภาครัฐย่อมหมายถึงการสนับสนุนเศรษฐกิจ (กลับไปที่ข้อ 1) เมื่อเศรษฐกิจมีทิศทางเติบโตที่ดี ย่อมส่งผลต่อไปถึงความสามารถในการขอสินเชื่อที่เพิ่มมากขึ้น และตลาดหุ้นที่มีทิศทางสดใสมากขึ้น 

.

4. ความเสี่ยงบนอัตราดอกเบี้ยที่ส่งผลต่อการ Leverage บนสินทรัพย์ค้ำประกัน : พูดให้ชัดกว่านั้นคือ ในปัจจุบันนี้ที่สภาพคล่องทางการเงินออกมาจากตลาด Repo ที่เป็นตลาดสินเชื่อของเหล่าสถาบันทางการเงินและธนาคาร ที่มีการขอสินเชื่อผ่านการใช้พันธบัตรรัฐบาลเป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน หรือหากพูดบ้านๆ ตลาดนี้คือตลาดค้าส่งดอลล่าร์ เป็นตลาดที่มีผลต่อสภาพคล่องของดอลล่าร์อย่างมาก 

.

และนี่คือสภาวะความผันผวนบนอัตราดอกเบี้ยในตลาดค้าส่งดอลล่าร์ในช่วงนี้

กราฟนี้คือการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยที่เหล่าสถาบันทางการเงินต่างๆ ใช้พันธบัตรเป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน การชู้ทขึ้นของอัตราดอกเบี้ยหมายถึงการที่ดอลล่าร์ในช่วงนั้นๆ จู่ๆ ก็ขาดแคลน ยิ่งเราเห็นอัตราดอกเบี้ยผันผวนมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นสัญญาณของการเฝ้าระวังว่าสภาพคล่องในตลาดในช่วงเวลาอาจจะมีปัญหามากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงในตลาดหุ้นสหรัฐมีเพิ่มมากขึ้น

.

เราจะเห็นได้ว่า สภาวะตลาดตอนนี้ บางปัจจัยเป็นโอกาส แต่บางปัจจัยก็เป็นความเสี่ยง เราสามารถสรุปได้ประมาณนี้ว่า

.

1. ในแง่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็น ‘Main Street’ หรือที่ถูกเรียกว่า ‘Real Sector’ มุมมองค่อนข้างเป็นไปในทิศทางบวก แต่อย่างไรก็ตาม บนเศรษฐกิจจริงนั้นมักมีความเคลื่อนไหวที่ช้า บางครั้งมีการเคลื่อนไหวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตลาดการเงิน ดังนั้น ปัญหาของตลาดหุ้นสหรัฐในวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจบนเศรษฐกิจจริงแต่อย่างใด ปัญหามาจากทางฟากของตลาดเงินตลาดทุนบน ‘Wall Street’ มากกว่า

.

2. ระยะนี้ ความเสี่ยงบนตลาดมีเพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงที่สภาพคล่องในตลาดจะถูกดูดออกไปจำนวนมากสืบเนื่องจากปีนี้เป็นปีที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการรีไฟแนนซ์หนี้เก่า ซึ่งเป็นจำนวนเงินราว 10 ล้านล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ และนี่จะเป็นประเด็นที่น่าปวดหัวอย่างมากสำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ 

.

3. หากมีประเด็นปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงินที่ลดลงกระทันหัน สิ่งที่เราจะได้เห็นคืออัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเราเคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนแล้วในปี 2019 ที่ตลาด Repo ของสหรัฐ จู่ๆ อัตราดอกเบี้ยก็พุ่งขึ้นกระทันหัน และนี่เป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ Fed มักมีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐสามารถถูกกระทบจากสถานการณ์นี้ได้ 

.

นี่คือสถานการณ์ที่เหมาะกับคำว่า ‘ในวิกฤติมีโอกาส’ อย่างแท้จริง ตราบใดที่เศรษฐกิจสหรัฐโดยรวมยังสามารถเติบโตได้ การสะดุดของฟากตลาดหุ้นสหรัฐอันสืบเนื่องจากปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน สามารถมองว่าเป็นโอกาสได้ แต่ประเด็นคือเรายังไม่รู้ว่าปัญหาสภาพคล่องนี้จะกินเวลาและยืดเยื้อหรือไม่ หากปัญหานี้ไม่ได้เกิดอย่างกระทันหันจนกระทบตลาดเป็นวงกว้าง เราอาจเจอกับสภาวะที่ตลาดหุ้นสหรัฐกลายเป็นขาลงช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม จากท่าทีของทรัมพ์จากที่ผ่านๆ มา ดูเหมือนทรัมพ์เองก็จะทนการปรับตัวลงของตลาดหุ้นได้ไม่นานนักเช่นกัน 

.

สุดท้ายนี้ สิ่งที่เราควรจะทำกับพอร์ตของเราคือการ ‘บริหารความเสี่ยง’ ให้ดี ตอนนี้การลงทุนในสหรัฐอเมริกาเองก็มีความเสี่ยงไม่น้อย และเราไม่รู้ว่าเราจะเจอบอมบ์บนตลาดหุ้นหรือไม่ เรามีโอกาสที่จะเจอ และมีโอกาสที่จะไม่เจอเช่นกัน ขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาของ Policy Maker ว่าสามารถแก้ปัญหาเรื่องสภาพคล่องที่จะหายไปเพราะการรีไฟแนนซ์ในปีนี้ได้หรือเปล่า เรายังไม่อาจเดาออกว่าจะแก้ได้หรือไม่ แต่ถ้ามองจากตลาดคริปโตที่เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงอยู่ในขณะนี้ ก็พอจะเดาๆ ได้คร่าวๆ ว่าสภาพคล่องในตลาดไม่ได้มีล้นปรี่อะไรขนาดนั้น 

.

เรายังคงคิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ระยะยาวเป็นโอกาส แต่ในระยะสั้นสามารถสร้างความปวดหัวได้ไม่น้อย จึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาการลงทุนและความสามารถในการรับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละคนค่ะ