- Mei's Newsletter
- Posts
- Donald Trump กับความพยายามในการหลุดพ้นจาก Triffin Dilemma ผ่านแนวคิด Mar-a-Lago Accord
Donald Trump กับความพยายามในการหลุดพ้นจาก Triffin Dilemma ผ่านแนวคิด Mar-a-Lago Accord
หัวข้ออ่านดูแล้วเหมือนจะเข้าใจยากเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะคำว่า Triffin Dilemma หรือคำว่า Mar-a-Lago Accord ต่างก็เป็นคำศัพท์ที่ช่างไม่น่าคุ้นเคยเอาเสียเลย แต่ความน่าสนใจของคำศัพท์ที่น่าปวดหัวสองคำนี้อยู่ที่มันอาจจะเป็นคีย์เวิร์ดที่เป็นเป้าประสงค์ของโดนัลด์ ทรัมพ์ ในการปฏิรูประบบการเงินภายใต้ระบบการเงินที่มีดอลล่าร์เป็นเงินทุนสำรองเสียใหม่ เพื่อหาทางรอดให้กับสถานะทางการคลังของสหรัฐให้หลุดพ้นจากสภาวะหนี้ที่ล้นพ้นตัวอยู่ในขณะนี้ก็เป็นได้
ต้องบอกก่อน ว่าบทความนี้เป็นเพียงการคาดคะเนเฉยๆ เพราะเราไม่ได้มีเส้นสายมากพอที่จะไปรู้ว่าวอชิงตันในขณะนี้มีความต้องการที่แท้จริงอย่างไร เพียงแต่จากพฤติกรรมและนโยบายของทรัมพ์ในขณะนี้ เมื่อมองดูแล้วช่างน่าสงสัยว่านี่อาจเป็นความต้องการที่แท้จริงของโดนัลด์ ทรัมพ์
ก่อนอื่น มาเข้าใจคำว่า Triffin Dilemma ก่อน ว่าคำนี้มาจากไหน
Triffin Dilemma เป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่เสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวเบลเยียม-อเมริกัน Robert Triffin ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ทฤษฎีนี้อธิบายความขัดแย้งพื้นฐานที่เกิดขึ้นเมื่อสกุลเงินของประเทศหนึ่ง (ในกรณีนี้คือดอลลาร์สหรัฐ) ถูกใช้เป็นสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศหลักของโลก โดยความขัดแย้งของ Triffin Dilemma จะเกิดขึ้นเมื่อประเทศที่ออกสกุลเงินสำรองของโลกต้องเผชิญกับเป้าหมายสองประการที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง กล่าวคือ
1.ประเทศที่มีหน้าที่เป็นเงินทุนสำรองของโลก ย่อมต้องมีหน้าที่จัดหาสภาพคล่องให้กับโลกใบนี้ หรือพูดง่ายๆ ว่า ในเมื่อสหรัฐอเมริกาทำหน้าที่เป็นเงินทุนสำรองของโลก สหรัฐอเมริกาก็ต้องจัดหาดอลล่าร์ให้กับโลกใบนี้อย่างเพียงพอ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการดอลล่าร์เพื่อเป็นเงินทุนสำรอง ต้องการดอลล่าร์เพื่อทำการค้า ต้องการดอลล่าร์เพื่อนำไปชำระหนี้ และนี้คือหน้าที่ของประเทศที่มีสกุลเงินเป็นเงินสำรองของโลก
2.ความต้องการสกุลเงินดอลล่าร์ ในฐานะเงินทุนสำรองของโลก ที่เพิ่มมากขึ้น นำมาซึ่งการ ‘สร้าง’ ดอลล่าร์ที่เพิ่มขึ้น ประเด็นที่เป็นปัญหาคือ การสร้างดอลล่าร์ในแง่ของนโยบายทางการเงินนั้นจะสร้างผ่านการที่ Fed มีการลดอัตราดอกเบี้ยและเข้าซื้อทรัพย์สินในตลาด แต่ในแง่ของการคลัง การ ‘สร้าง’ ดอลล่าร์เพิ่มขึ้นย่อมหมายถึงการที่สหรัฐต้องมีงบประมาณขาดดุลเพื่อนำดอลล่าร์ออกมาใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น นั่นหมายถึงสหรัฐต้องมีหนี้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้น สหรัฐยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้บริโภคของโลกใบนี้ เพื่อใช้ดอลล่าร์ไปซื้อสินค้ากลับเข้ามา แล้วส่งดอลล่าร์ออกไปนอกประเทศ ส่งผลให้เมื่อเวลาผ่านไป สหรัฐจึงกลายเป็นประเทศผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุด ในอีกหนึ่งความหมาย นี่แปลว่าสหรัฐกลายเป็นประเทศที่ต้องขาดดุลทางการค้ากับประเทศอื่นๆ เช่นเดียวกัน ที่สำคัญคือ เมื่อยิ่งสร้างดอลล่าร์เพิ่มขึ้น มีหนี้เพิ่มมากขึ้น คำถามถัดมาจึงเป็น… แล้วความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลล่าร์จะยังคงแข็งแรงต่อไปได้อีกนานแค่ไหน ???
แนวคิด Mar-a-Lago Accord คืออะไร
ในอดีต เมื่อปี 1985 สหรัฐอเมริกาเคยสร้างข้อตกลงร่วมกับนานาประเทศเพื่อลดมูลค่าของดอลล่าร์ลงเพราะต้องการความได้เปรียบในเชิงการค้าที่เพิ่มมากขึ้น โดยข้อตกลงนั้นเรียกว่า ข้อตกลง Plaza Accord
ในวันนี้ แนวคิดที่มีความคล้ายคลึงกับแนวคิดข้อตกลง Plaza Accord ได้กลับมาอีกครั้ง โดยแนวคิดนี้มาจาก Stephen Miran หนึ่งในที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของทรัมพ์ และดูเหมือนว่ารัฐมนตรีว่าการการทรวงการคลังสหรัฐคนปัจจุบัน Scott Bessent ก็ให้ความสนใจต่อแนวคิดนี้เช่นกัน ซึ่งแนวคิดนี้ถูกเรียกว่า Mar-a-Lago Accord โดยชื่อ Mar-a-Lago นั้นเป็นชื่อคฤหาสต์หรูของทรัมพ์ที่ฟลอริดา เป็นทั้งที่พักส่วนตัวและคลับส่วนตัวเฉพาะสมาชิก ดังนั้นการตั้งชื่อ Mar-a-Lago Accord คือการสื่อความหมายว่าเป็นแนวคิดที่คล้ายกับ Plaza Accord ในแง่ที่มีการเซ็นข้อตกลงกันที่โรงแรม Plaza ในนิวยอร์กระหว่างประเทศ G5 อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร ซึ่งที่พักส่วนตัวนี้ของทรัมพ์เองก็มักใช้พบปะเจรจากลุ่มเล็กและเป็นส่วนตัว ดังนั้น สำหรับแนวคิด Mar-a-Lago Accord นอกจากความคล้ายคลึงในแง่ของแนวคิดแล้ว มีความเป็นไปได้ว่าจะคล้ายในเรื่องของการเจรจาระหว่างสองประเทศ หรือภายในกลุ่มประเทศไม่กี่ประเทศร่วมกันเช่นกัน
ทีนี้ลองมาดูว่าแนวคิด Mar-a-Lago Accord นั้นคืออะไร
Mar-a-Lago Accord เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างระบบการเงินระหว่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา ในเมื่อขณะนี้ สหรัฐติดกับดักปัญหา Triffin Dilemma หากสหรัฐไม่หาทางแก้ปัญหานี้ สิ่งที่รอประเทศสหรัฐอเมริกาในอนาคตคือภาระหนี้สินที่จะเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป ซึ่งจะสร้างความเสี่ยงให้ดอลล่าร์ในฐานะของสกุลเงินที่มีอำนาจมากที่สุดในขณะนี้นั้น สามารถจะล่มสลายได้ในอนาคตสืบเนื่องจากการสูญเสียความเชื่อมั่นเพราะการผลิตดอลล่าร์ที่มากเกินไป และ Stephen Milan เชื่อว่าแนวคิด Mar-a-Lago Accord นั้นจะสามารถพาสหรัฐออกจากกับดักปัญหานี้ได้
ซึ่งแนวคิดนี้ ต้องการสร้างข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ต่างๆ ดังนี้
1.ลดภาระหนี้สินของสหรัฐฯ
2.ฟื้นฟูภาคการผลิตของอเมริกา
3.ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
4.ลดต้นทุนการกู้ยืมของอเมริกา
5.ส่งเสริมการลงทุนด้านการผลิตในสหรัฐฯ
6.รักษาอำนาจของเงินดอลลาร์บนเวทีระหว่างประเทศ
เราพบว่า วัตถุประสงค์ 6 ข้อนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทรัมพ์ได้เอ่ยถึงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความต้องการลดภาระหนี้ของสหรัฐลง เรื่องการฟื้นฟูการผลิตนั้นก็เห็นได้อย่างชัดเจนจากการที่ทรัมพ์มีนโยบายการลดภาษีในประเทศ และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับบริษัทที่กลับมาผลิตสินค้าที่สหรัฐ
สำหรับเรื่องความต้องการเห็นดอลล่าร์อ่อนค่าลง ก่อนหน้านี้ทรัมพ์กล่าวหาจีนและญี่ปุ่นอย่างชัดเจนมากในเรื่องของค่าเงินที่ทรัมพ์หาว่าจีนและญี่ปุ่นนั้นมีค่าเงินที่อ่อนเกินไปแม้ขณะนี้ดอลล่าร์จะอ่อนค่าลงมาเป็นอย่างมาก แต่ดูเหมือนทรัมพ์ก็ยังคงต้องการเห็นอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง และค่าเงินดอลล่าร์ที่อ่อนค่าลงอีก
ส่วนการลดต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐ เราเริ่มได้ยินแนวทางการใช้กำแพงภาษีเพื่อสร้างข้อตกลงที่ได้เปรียบให้กับสหรัฐที่ต้องการจะแทนที่การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในมือของประเทศต่างๆ โดยจะให้แต่ละประเทศถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่มีอายุตราสารยาวนานขึ้นเป็นตราสารอายุ 100 ปี ที่มีดอกเบี้ย 0% ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายทางด้านดอกเบี้ยของสหรัฐนั้นลดลงไปเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ดี ยังไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดว่าประเทศอื่นๆ นั้นจะยินยอมพร้อมใจถือตราสารที่ไม่ให้ดอกเบี้ยหรือไม่
ที่สำคัญที่สุดคือการรักษาอำนาจของดอลล่าร์ให้เข้มแข็ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก แต่ภายใต้นโยบายที่ทรัมพ์ใช้คำว่า ‘America First’ หรือการใช้คำว่า ‘Make America great again’ ล้วนแล้วแต่เป็นการสื่อว่านโยบายหลักของทรัมพ์คือการทำให้สหรัฐผงาดเป็นเบอร์หนึ่งของโลก แน่นอนว่านั่นย่อมหมายรวมถึงอำนาจของสกุลเงินด้วย
จะเห็นได้ว่า แม้แนวคิด Mar-a-Lago Accord จะดูเป็นเรื่องเพ้อฝันและไม่ได้รับความสนใจในช่วงเริ่มแรก แต่จากพฤติกรรมของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมพ์ ก็ทำให้แนวคิดนี้เริ่มถูกกล่าวถึงมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่น่าสนใจภายใต้แนวคิดนี้ของ Miran และทรัมพ์เองก็เคยพูดจนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ นั่นคือเรื่องของการปรับเปลี่ยนมูลค่าของทองคำในงบดุลของสหรัฐเสียใหม่… สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร ??
ปัจจุบัน มีข้อกล่าวอ้างว่าสหรัฐมีทองคำปริมาณมากที่สุดในโลก โดยมีปริมาณทองคำอยู่ 261 ล้านออนซ์ แต่เพราะปัจจุบันการตีมูลค่าทองคำในงบดุลของสหรัฐนั้นอยู่ที่ออนซ์ละ 42.22 ดอลล่าร์ต่อออนซ์ ซึ่งแตกต่างจากราคาตลาดในยามนี้มาก โดยล่าสุด ราคาทองคำต่อออนซ์นั้นอยู่ที่ประมาณ 2,900 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ดังนั้น หากมีการอัพเดตมูลค่าทองคำในงบดุลของสหรัฐจริง นั่นหมายความว่าสหรัฐจะมีเงินเพิ่มขึ้นมาทันทีจากการบุ๊คราคาทองคำที่เพิ่มขึ้น
หากถามว่าแล้วเงินนั้นจะมาจากไหน คำตอบคือคาดว่าจะต้องมาจาก Fed เพราะ Fed นั้นไม่ได้ถือทองคำก็จริง แต่ Fed ถือสิ่งที่เรียกว่า ‘Gold Certificate’ ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้ออกให้ Fed เพื่อรับรองมูลค่าทองคำที่คลังเป็นผู้ถือ และ Fed ก็บันทึกเอาไว้เป็นทรัพย์สินของ Fed ตามหลักบัญชี แต่ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ Fed สามารถแลกทองคำจากคลังกลับมาที่ Fed ทั้งหมดเพียงเพื่อเป็นหลักฐานทางบัญชีเท่านั้น
ดังนั้น หากทองคำมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น งบดุลของ Fed เองก็ต้องขยายใหญ่ขึ้นจากทองคำในฟากทรัพย์สิน เมื่อทรัพย์สินใหญ่ขึ้น ฟากหนี้สินซึ่งเป็นอีกด้านของงบดุลก็ต้องถูกขยายเช่นเดียวกัน และนักวิเคราะห์มองว่ามันจะไปขยายที่ฟากเงินสดใน Treasury General Account (TGA) หรือบัญชีกระแสเงินสดของกระทรวงการคลังสหรัฐนั่นเอง
แน่นอนว่าการเพิ่มปริมาณดอลล่าร์ผ่านการปรับปรุงราคาทองคำไม่สามารถนำไปจ่ายหนี้ทั้งหมดได้ เพราะหากคิดราคาทองคำที่ 2,900 เหรียญต่อออนซ์ สหรัฐจะมีทองคำมูลค่าทั้งหมดราวๆ 700,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในขณะนี้หนี้ภาครัฐยังคงมีปริมาณมากถึงราวๆ 36 ล้านล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ แต่การที่สหรัฐมีสินทรัพย์เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับหนี้สิน ย่อมหมายถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐในแง่ของความสามารถในการสร้างการเจริญเติบโตจากขนาดของงบดุลที่ใหญ่โตขึ้น
เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน เราจะเห็นสิ่งที่รัฐบาลภายใต้โดนัลด์ ทรัมพ์พยายามทำ คือ
1.พยายามลดค่าใช้จ่ายผ่านการตั้งหน่วยงาน Doge หรือ Department of Government Efficiency ภายใต้การดูแลของ Elon Mask เราจะเห็นว่าในขณะนี้หน่วยงานภาครัฐมีการลดจำนวนพนักงานลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายรัฐบาล มีการยกเลิกการให้เงินช่วยเหลือในโครงการต่างๆ หลายโครงการทั่วโลก รวมทั้งยกเลิกการให้ความช่วยเหลือประเทศยูเครนในการทำสงครามด้วย ทั้งหมดหมายถึงค่าใช้จ่ายของรัฐบาลที่จะลดลงทั้งสิ้น
2.ลดภาระทางการเงินโดยหวังยืดเวลาการไถ่ถอน ชำระหนี้พันธบัตรให้ยาวนานออกไป ในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน และจาเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสมัยนั้น เพราะต้องการเพิ่มปริมาณดอลล่าร์เพื่อสู้กับสภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงในการหดตัวอันสืบเนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อและการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed สิ่งที่จาเน็ต เยลเลน ทำก็คือการออกพันธบัตรระยะสั้นเป็นจำนวนมาก ประมาณการกันว่างบประมาณขาดดุลของรัฐบาลสหรัฐนั้นถูกไฟแนนซ์เงินจากพันธบัตรระยะสั้นถึง 2 ใน 3 ของงบประมาณขาดดุลทั้งหมด ซึ่งเมื่อมาถึงรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมพ์ และ สก็อต เบสเซนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐคนปัจจุบัน ท่าทีในการวางแผนออกพันธบัตรในวันนี้คือต้องการลดพันธบัตรระยะสั้นลง แล้วไปออกพันธบัตรระยะยาวเพิ่มขึ้น รวมถึงยังมีแผนการที่ยังไม่รู้จะทำได้หรือไม่อย่างการสับเปลี่ยนพันธบัตรในมือของประเทศต่างๆ ให้เป็นพันธบัตรที่มีการยืดระยะเวลาไถ่ถอนคืนออกไปอีก 100 ปี อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
3.ขยายความมั่งคั่งของงบดุลสหรัฐผ่านการปรับปรุงมูลค่าทรัพย์สินที่สหรัฐถือครองอย่างเช่นทองคำ เป็นต้น
4.เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐผ่านการส่งเสริมตลาดแรงงานโดยเน้นการลดภาษีและเพิ่มปริมาณงานให้มากขึ้นผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคการผลิต รวมไปถึงการกดดันประเทศอื่นๆ ให้ทำค่าเงินตัวเองให้แข็งเข้าไว้ เพื่อที่เงินดอลล่าร์จะได้อ่อนค่าลงและไม่ถูกโดนัลด์ ทรัมพ์กดดัน นอกจากนี้ การนโยบายการตั้งกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมพ์ก็เป็นหนึ่งนโยบายที่รัฐบาลคาดหวังว่าสุดท้ายจะสร้างประโยชน์ให้ผู้ประกอบการสหรัฐ (แม้ภาคเอกชนจะไม่เห็นด้วยก็ตาม) รวมไปถึงเป็นนโยบายที่บังคับประเทศคู่กรณีให้มาเจรจา แน่นอนว่าการเจรจาอาจไม่ใช่แค่เรื่องของทำอย่างไรให้การค้าระหว่างประเทศนั้นเท่าเทียม แต่อาจเป็นเรื่องที่ว่าสหรัฐจะบีบประเทศต่างๆ ให้ยอมรับข้อตกลงที่เกี่ยวกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเงินใหม่ที่ทรัมพ์ต้องการก็ได้
เมื่อรวบรวมสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมพ์ เข้ารับตำแหน่ง เราก็จะพบว่ามีความสอดคล้องกับแนวคิด Mar-a-Lago Accord มากจริงๆ
คำถามจึงกลับมาที่ แล้วแนวคิด Mar-a-Lago Accord นั้น หากทำได้จริงจะสามารถช่วยให้สหรัฐหลุดพ้นจาก Triffin Dilemma จริงหรือไม่ ??
หากทรัมพ์ดำเนินตามแนวคิดนี้จริง และสมมติว่าทำสำเร็จ แน่นอนว่าสหรัฐจะดูเหมือนมีปริมาณหนี้ที่ลดลงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ของสหรัฐ ความมั่นคงทางการคลังของสหรัฐจะมีความแข็งแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าดอลล่าร์จะยังเป็นที่ชื่นชอบของนานาชาติต่อไปได้ เป้าหมายสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับความต้องการให้ดอลล่าร์ยังคงมีอำนาจเหมือนที่เคยเป็น อาจจะถดถอยอย่างรวดเร็วกว่าเดิม และเข้าสูตรของ Triffin Dilemma อยู่ดี เพราะ
1.ทองคำจะมีบทบาทมากขึ้นเพราะมีมูลค่าทางบัญชีที่เพิ่มมากขึ้น เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สกุลเงินต่างๆ เคยมีบทบาทเหนือทองคำอาจถึงคราวที่ทองคำจะกลายเป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะการปรับปรุงมูลค่าของทองคำ
2.ความต้องการลดมูลค่าดอลล่าร์ ให้ดอลล่าร์อ่อนค่าลง ในระยะยาวแล้วนั่นคือการทำให้นักลงทุนขายสินทรัพย์ในเทอมของดอลล่าร์ออกไป รวมถึงหุ้นสหรัฐ และไปลงทุนในประเทศที่มีค่าเงินที่มีแนวโน้มแข็งค่าและเจริญเติบโต
3.นโยบายกำแพงภาษีของทรัมพ์ คือนโยบายที่ทำให้ดอลล่าร์ถูกดูดกลับเข้ารัฐบาลสหรัฐ เมื่อโครงสร้างการเงินโลกจากที่สหรัฐเป็นผู้จัดหาดอลล่าร์เพื่อการเติบโตของโลก กลายเป็นผู้ที่ขัดขวางไม่ให้ดอลล่าร์ไหลออกไป ยิ่งทำให้แต่ละประเทศมีความจำเป็นที่จะต้องขายทรัพย์สินของสหรัฐออกไป ไม่ว่าจะเป็นหุ้น เป็นตราสารหนี้ เป็นที่ดิน เพื่อที่จะแลกเอาดอลล่าร์กลับเข้ามาอยู่ในมือ เมื่อทรัพย์สินสหรัฐถูกเทขาย ความมั่งคั่งของสหรัฐก็ย่อมหายไปด้วย นี่คือความท้าทายอย่างมากว่าในระหว่างกระบวนการการดำเนินงานตามแนวคิด Mar-a-Lago Accord รัฐบาลสหรัฐจะทนให้ทรัพย์สินสหรัฐถูกเทขายได้มากแค่ไหน และหากว่าทนได้ คนสหรัฐจะสูญเสียเท่าไหร่จากการเทขายนี้ ??
4.ในเมื่อสหรัฐจะเลิกเป็นผู้จัดหาสภาพคล่องทางการเงินให้กับโลกนี้ในฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ย่อมต้องมีผู้อื่นทำตัวเป็นผู้จัดหาสภาพคล่องแทนสหรัฐอเมริกา สุดท้าย บทบาทของดอลล่าร์จึงมีแนวโน้มจะลดลงบนเวทีโลกมากกว่าที่จะมีบทบาทและอำนาจมากขึ้น
กล่าวโดยสรุปคือ มีความท้าทายเป็นอย่างมากว่าแนวคิด Mar-a-Lago Accord สุดท้ายอาจไม่สามารถฝ่าฟันปัญหา Triffin Dilemma ไปได้ แน่นอนว่าการปฏิรูปที่โดนัลด์ ทรัมพ์ มีความต้องการจะทำนั้นสามารถทำให้สหรัฐอเมริกาแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินภาครัฐได้ แต่กระบวนการที่จะไปตรงนั้นมีแนวโน้มว่าจะสร้างความเจ็บปวดให้กับคนอเมริกันมาก ซึ่งไม่รู้ว่าสุดท้ายจะสามารถทำได้ตลอดรอดฝั่งแค่ไหน
นอกจากนั้น ความน่าสนใจอีกอย่างคือ สหรัฐจะเลิกเป็นผู้ส่งออกดอลล่าร์ในฐานะสกุลเงินของโลกนี้ได้จริงหรือไม่ หากจะเลิกจริง นั่นหมายถึงเป้าหมายที่ต้องการให้ดอลล่าร์ยังคงไว้ซึ่งอำนาจของสกุลเงินที่มีอิทธิพลที่สุดในโลกนี้ อาจจะไม่สามารถสำริดผลได้ และดอลล่าร์ อาจต้องสูญเสียสถานะของการเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปก็ได้ เพราะสหรัฐไม่สามารถเติมเต็มบทบาทหน้าที่ของความเป็นเงินทุนสำรองได้อีกต่อไป