• Mei's Newsletter
  • Posts
  • ตลาดหุ้นไทยยังสามารถถูกชุบชีวิตได้อยู่หรือไม่ และเบื้องหลังสาเหตุนักลงทุนต่างชาติเทขายตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นไทยยังสามารถถูกชุบชีวิตได้อยู่หรือไม่ และเบื้องหลังสาเหตุนักลงทุนต่างชาติเทขายตลาดหุ้นไทย

เรื่องของตลาดหุ้นไทยเป็นปัญหามาอย่างยาวนาน หากเราถอยออกมามองภาพใหญ่ของตลาดหุ้นไทยจะพบว่า ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็วิ่งอยู่ในกรอบใหญ่ที่ประมาณ 1160 - 1860 จุด ยังไม่นับว่าหากถอยหลังไปถึงช่วงก่อนตลาดหุ้นไทยจะฟองสบู่แตกอันเนื่องจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็ไปทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1789 จุดในเดือนมกราคม ปี 2537  ซึ่งหมายความว่ามาบัดนี้ เราเข้าสู่ปี 2568 แล้ว แต่ดัชนีตลาดหุ้นไทยล่าสุดเรากลับลงมาอยู่ที่ต่ำกว่า 1200 จุดเสียอีก 

หากถามว่าดัชนีหุ้นไทยนั้นเป็นตัวแทนของอะไร ก็ต้องตอบว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยเป็นตัวแทนของบริษัทขนาดใหญ่ทั้งหมดของประเทศนี้ เป็นตัวแทนการเจริญเติบโตของภาคเอกชนของเศรษฐกิจไทย และเป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามาลงทุน เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทเหล่านี้โดยหวังว่า เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจจะเติบโต และบริษัทไทยเองก็จะเติบโต โดยไม่ใช่แค่บริษัทเก่าเท่านั้น แต่เราคาดหวังไปถึงบริษัทใหม่ๆ ที่จะผงาดและก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของตลาดหุ้นไทย เป็นตัวแทนของบริษัทในเศรษฐกิจไทยที่ผู้คนสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทผ่านการถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้ ดังนั้น การลงทุนในดัชนีตลาดหุ้นไทย จึงเปรียบเสมือนลงทุนในภาคเอกชนไทยทั้งหมด หรือจะพูดว่าเป็นการลงทุนในเศรษฐกิจไทยก็คงไม่ผิดไปนัก

ดังนั้น การที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปัจจุบันเคลื่อนไหวต่ำกว่า 1200 จุด เราจึงสามารถพูดได้ว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน เทียบกับเศรษฐกิจโลกแล้ว เราอยู่ในสถานะที่สู้เมื่อ 30 ปีก่อนไม่ได้เลย เมื่อ 30 ปีก่อน เมื่อมองเศรษฐกิจไทยเทียบกับเศรษฐกิจโลกแล้ว เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและน่าสนใจมากกว่าในวันนี้มากเมื่อมองจากสายตาของประชาคมโลก ทั้งๆ ที่เมื่อ 31 ปีที่แล้ว ยังไม่มีเทคโนโลยีที่แพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือหรืออินเตอร์เน็ต วันนั้น software จำนวนมากยังไม่เกิด การติดต่อสื่อสารและการเดินทางไม่สะดวกง่ายดายเหมือนวันนี้ แต่ถึงกระนั้น ตลาดหุ้นไทยก็ยังคงติดอยู่ที่ดัชนีต่ำกว่า 1200 จุด ซึ่งต่ำกว่าดัชนีเมื่อ 31 ปีก่อนเสียอีก

เราจะไม่โยนปัญหานี้ให้กับรัฐบาลเพียงรัฐบาลเดียว แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาสะสมมานาน และปัญหาก็หนักหนาสาหัสขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่านไป 

อย่างไรก็ดี ในเมื่อวันนี้ประเทศไทยมีรัฐบาลที่ดูแลประเทศ เราก็ยังคงต้องคาดหวังว่ารัฐบาลจะพาเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของประเทศไปอยู่ในจุดที่ดีกว่า แต่ดูเหมือนว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยสมัยนายกเศรษฐา มาต่อที่นายกอุ๊งอิ๊งภายใต้การดูแลของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาจนถึงวันนี้ก็ยังคงมีความงุนงงสงสัยว่าทำไมตลาดหุ้นยังคงถูกเทขายไม่หยุด

ก่อนอื่น เราควรต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ประเทศไทยนั้นมีปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง คำว่าปัญหาเชิงโครงสร้างนั้นสะท้อนถึงปัญหาภายในประเทศ เมื่อโครงสร้างประเทศมีปัญหา ซึ่งเราจะไม่กล่าวถึงว่าปัญหาโครงสร้างของประเทศไทยเรามีเรื่องอะไรบ้าง เพราะเยอะเกินกว่าที่จะกล่าวได้หมด ตั้งแต่ปัญหาเรื่องการศึกษา ปัญหาเรื่องการคมนาคมขนส่ง ปัญหาเงินสีเทา ปัญหาโครงสร้างประชากร ปัญหาคอรัปชั่นตั้งแต่บนลงล่างจนกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมของไทยไปแล้ว และยังมีปัญหาอื่นๆ ที่พ่วงต่อกันไปไม่จบไม่สิ้น จากปัญหาหนึ่งไปสู่อีกปัญหาหนึ่ง ทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นเรื่องใหญ่ที่นอกจากไม่มีใครแก้ไขแล้ว ยังต้องการสืบสานปัญหานี้ต่อไปเพราะปัจจัยเชิงผลประโยชน์อีกด้วย นี่คือปัญหาของภายในของประเทศไทยที่ไม่ว่าใครก็สามารถมองเห็นได้ทั้งนั้น 

เมื่อเรามีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้เกิดการขัดขวางการเจริญเติบโตของภาคเอกชน เงินสูญเสียไปโดยไม่เกิดประโยชน์กับการสร้างสรรค์ใดๆ เมื่อเวลาผ่านไป ในขณะที่ประเทศอื่นมีการจัดสรรเงินที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจตัวเองมากกว่า ประเทศไทยกลับมีอัตราการเจริญเติบโตที่เชื่องช้ากว่า มันไม่ใช่ว่าเราไม่โต ประเทศไทยเองก็มีการเจริญเติบโต แต่เราไม่ได้เป็นประเทศเดียวบนโลกใบนี้ เราอยู่ร่วมกับประเทศอื่นๆ อีกมากมาย ตลาดหุ้นก็เช่นเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นอีกมากมายที่มีอยู่บนโลกนี้ การลงทุนเป็นเรื่องของการแข่งขัน หากเราเติบโตช้ากว่าคนอื่น นั่นหมายถึงเม็ดเงินการลงทุนที่จะไปที่อื่นมากกว่ามาที่ประเทศไทย

ด้วยหลักการนี้ เมื่อเรามองไปที่ตลาดหุ้นไทย การที่ตลาดหุ้นไทยติดอยู่ที่ต่ำกว่า 1200 จุด จึงหมายถึงท่ามกลางเวลาที่ผันผ่าน ตั้งแต่ก่อนต้มยำกุ้ง จนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง มาจนกระทั่งถึงวันนี้ การเติบโตของประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ นั้นทั้งเติบโตช้า และไม่น่าสนใจในสายตาของนักลงทุนต่างชาติเลย

นอกจากปัญหาภายในประเทศแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องราวที่เกิดภายนอกประเทศ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินส่วนที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยเติบโตได้คือเงินที่มาจากต่างประเทศ เพราะเศรษฐกิจไทยมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับภายนอก เงินจากภายนอกที่ไหลเข้าประเทศจึงมีขนาดใหญ่และมีความสำคัญมาก

ในยามที่เงินภายนอกไหลเข้า ตลาดหุ้นไทยจะคึกคัก สภาพคล่องจะสูง ราคาหุ้นจะขึ้น ในทางกลับกัน ยามเงินทุนไหลออก ตลาดหุ้นไทยจะเหี่ยวเฉา สภาพคล่องหดหาย ราคาหุ้นเองก็จะถดถอยลงเช่นกัน

แล้วเงินทุนไหลออกหรือไหลเข้า สืบเนื่องมาจากเหตุปัจจัยอะไร ??  หากตีความเรื่องนี้ไม่ออก ก็ไม่สามารถกำหนดนโยบายเพื่อสร้างแรงผลักดันให้เงินทุนไหลเข้าได้ เหมือนอย่างการที่รัฐบาลในขณะนี้พยายามก่อตั้งกองทุนและกดดันเรื่องธรรมาภิบาล ซึ่งการแก้ปัญหาโดยไม่เข้าใจสาเหตุแบบนี้ จะไม่นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างแน่นอน

โดยปกติแล้ว เงินทุนไหลเข้าหรือไหลออก เป็นเรื่องของ ‘ที่ไหนจะให้ผลตอบแทนมากขี้น’ ส่วนเรื่องที่ตลาดหุ้นประเทศไหนจะมีการเติบโตดีกว่ากัน ก็เป็นเรื่องของ ‘ที่ไหนจะให้ผลตอบแทนมากที่สุด’  เหตุผลเบื้องหลัง ความจริงก็เรียบง่ายแค่นี้ ไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพียงแต่ว่าการจะรู้ได้ว่า ที่ใดจะให้ผลตอบแทนมาก หรือให้ผลตอบแทนน้อย นั่นก็ขึ้นอยู่กับทฤษฎีของตัวนักลงทุนเองว่าจะมีการคาดการณ์เหตุการณ์ข้างหน้าได้แม่นยำขนาดไหน 

ในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่สหรัฐอเมริกาเริ่มขึ้นดอกเบี้ยตามนโยบายทางการเงินที่แข็งกร้าวของ Fed ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เงินทุนต่างประเทศก็ค่อยๆ ทยอยไหลออกจากประเทศไทย หุ้นไทยเองก็ถูกทยอยเทขายออกมาเรื่อยๆ สาเหตุนั้นก็ไม่มีคำว่าเบื้องหลังอะไร นอกจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed นั้นทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในประเทศไทย เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาแล้ว สหรัฐอเมริกากำลังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่สหรัฐขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปถึง 5.25 - 5.50% ประเทศไทยยังคงมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.5% เท่านั้น

เรียกได้ว่า ไม่ว่าจะมองในมุมของความเสี่ยง เทียบระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาที่พัฒนาแล้ว กับประเทศไทย ที่ยังคงอยู่ในประเทศหมวดหมู่ประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) หรือว่าจะมองในมุมของผลตอบแทนที่สหรัฐมีให้มากกว่า ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเงินจึงอยากไหลออกไปลงทุนที่สหรัฐมากกว่าอยู่ในประเทศไทย ในแง่ของความเสี่ยง ประเทศไทยมีความเสี่ยงมากกว่า แต่ในแง่ของผลตอบแทน เรากลับให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่า ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนคนไหนก็คงไม่ลังเลที่จะขนเงินออกอย่างที่เราเห็นกันในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

และแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะลดลงในช่วงที่ผ่านมา ตอนนี้ประเทศไทยเองก็ทำการลดอัตราดอกเบี้ยลงมาเช่นกัน แถมตลาดยังมองว่าโอกาสการลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตของประเทศไทยเหมือนจะมากกว่าสหรัฐด้วยซ้ำ ก็ทำให้เงินลงทุนจากต่างชาติยังไม่อยากจะกลับมาลงทุนในประเทศไทยตอนนี้

เพราะเหตุนี้ หากเรามองตลาดหุ้นไทยในมุมมองของภาพใหญ่แล้ว เราจะพบว่านอกจากเราจะมีปัญหาภายในแล้ว เรายังมีปัญหาว่าตลาดหุ้นไทยได้รับอิทธิพลจากเงินทุนภายนอกประเทศ มากกว่าจะเติบโตจากภายในของเราเอง แต่อย่างไรก็ตาม เพราะตลาดการเงินเป็นตลาดเสรี ไม่ว่าประเทศไหนๆ ในโลกนี้ต่างก็ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอกทั้งนั้น หากต้องการจะชุบชีวิตตลาดหุ้นไทยกลับมา ตลาดหุ้นไทยและกระทรวงการคลังก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับแนวคิดของเงินทุนต่างชาติ รวมทั้งแก้ไขปัญหาภายในของประเทศควบคู่กันไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

กลับมาที่ แล้วตลาดหุ้นไทยฟื้นกลับมาได้อย่างไร ??

ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังอยู่ภายใต้ข้อสมมติฐานที่ว่า เศรษฐกิจจะเติบโตหากอัตราดอกเบี้ยลดลง ตลาดหุ้นจะกลับมามีชีวิต หากอัตราดอกเบี้ยลดลง และเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราดอกเบี้ยลงจริงๆ ก็ปรากฏว่าตลาดหุ้นยังคงถูกเทขายอยู่เหมือนเดิม คนจำนวนมากจึงพูดว่าเพราะธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราดอกเบี้ยช้าเกินไป จึงไม่อาจช่วยเศรษฐกิจในตอนนี้ได้

แต่ความจริงคือ บทบาทหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยตรง หากฟังธนาคารแห่งประเทศไทย แม้จะมีบทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่เคยพูดออกมาว่าเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยคือการผลักดันการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย และธนาคารแห่งประเทศไทยพูดหลายครั้ง ว่าเครื่องมือทางการเงินไม่อาจช่วยเศรษฐกิจไทยได้มากนักเพราะปัญหาของประเทศคือปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาที่มาจากนโยบายการเงิน 

หากเราลองสำรวจปริมาณหนี้ที่พอจะตรวจสอบข้อมูลได้ในวันนี้ เราจะพบว่าหนี้สินภาคครัวเรือนของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 91% ต่อ GDP และหนี้ภาครัฐ เรามีเพดานอยู่ที่ 70% ต่อ GDP หากเรายังผลักดันการเติบโตด้วยหนี้สินต่อไป ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายทางการเงิน คำถามที่สำคัญคือ เราต้องเพิ่มปริมาณหนี้สินไปอีกเท่าไหร่ถึงจะสามารถนำเศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอีกครั้งได้ และการเติบโตด้วยการผลักดันของหนี้สิน จะมีความยั่งยืนขนาดไหน หรือแท้ที่จริงแล้ว มันคือการ ‘kick the can down the road’ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเตะกระป๋องไปสุดทางแล้วเจอตอ ต้องพบกับวิกฤติรอบใหญ่อีกครั้งในอนาคต ?? 

การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดมากกว่า และประเทศไทยยังพอทำได้ เพราะเครื่องจักรทางเศรษฐกิจของไทยยังทำงานด้วยตัวเองมากกว่าการถูกแทรกแซงเหมือนประเทศที่ต้องใช้ QE ในการแก้ปัญหา เรายังพอจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยได้ผ่านการใช้นโยบายการคลัง รวมทั้งการแก้ไขปัญหาโครงสร้างต่างๆ ของประเทศ เพราะเราเป็นประเทศที่ยังมีขนาดเศรษฐกิจเล็กเมื่อเทียบกับโลกใบนี้ การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ มีโอกาสสร้างความคาดหวังที่ดีกว่าต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเงินลงทุนจากนอกประเทศ 

อย่างที่เขียนไว้ในข้างต้น ว่านักลงทุนจะมองหาประเทศที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า การลดอัตราดอกเบี้ยทั้งหน้ากระดานไม่สามารถบอกได้ว่าการเข้าถึงเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นจะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้หรือไม่ แต่นโยบายที่มาจากภาครัฐสามารถให้ทิศทางได้มากกว่า ว่าอุตสาหกรรมใดที่รัฐบาลจะส่งเสริม และประเทศจะเติบโตไปในทิศทางไหน รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาโครงสร้างที่ซับซ้อนของประเทศ การทำให้ประเทศไทยมีเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นได้จากการสูญเสียเพราะปัญหาเชิงโครงสร้าง ในมุมมองของนักลงทุนคือความไม่แน่นอนที่ลดลง ความเสี่ยงที่ลดลง และเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจโดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงินแต่อย่างใด 

หากจะพูดในแง่มุมของตัวชี้วัดในตลาด สิ่งที่ตลาดหุ้นไทยต้องการในวันนี้ คือความสามารถในการเติบโตที่เพิ่มขึ้นในอนาคต การเกื้อหนุนเชิงคุณภาพจากรัฐบาลที่มีต่อภาคธุรกิจ การขับดันจากนโยบายเพื่อส่งเสริมการเติบโตของภาคธุรกิจที่อาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้สามารถเติบโตได้ แน่นอนว่าหากนโยบายการเงินตึงเครียดเกินไปก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของบริษัทใหม่ๆ ประเด็นที่สำคัญจึงอยู่ที่ว่า กระทรวงการคลังมีความสามารถในการจัดสรรและให้ทิศทางต่อเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจให้ไปในที่ๆ เติบโตได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ การลดอัตราดอกเบี้ยก็ย่อมไม่ช่วยอะไรให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น จึงสะท้อนออกมาในรูปแบบของการเทขายของนักลงทุนต่างชาติอยู่ดี 

แล้วหากพูดถึงปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อเงินทุนต่างชาติ มีโอกาสหรือไม่ที่เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าประเทศไทยเพราะสิ่งที่เกิดภายนอก

หากพูดถึงปัจจัยภายนอก ในวันนี้สิ่งที่ตลาดหุ้นไทยต้องการคืออัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่ลดลงและดอลล่าร์ที่อ่อนลง อย่างไรก็ตาม นี่เป็นปัจจัยที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เพราะความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐ หลายๆ ครั้งมันสร้างปัญหาให้กับตลาดหุ้นไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้

ในตอนนี้ ภายใต้รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมพ์ เศรษฐกิจสหรัฐกำลังพบกับความตึงเครียดอย่างมาก นโยบายกำแพงภาษีไม่ได้ทำร้ายเฉพาะประเทศนอกสหรัฐ แต่มันรวมความถึงทำร้ายเศรษฐกิจสหรัฐไปด้วย ภาษีทุกดอลล่าร์ที่รัฐเก็บได้จากกำแพงภาษี จะกลายเป็นราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐ ทำให้มีความเสี่ยงในเรื่องเงินเฟ้อจากฟากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น การจะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเติบโตได้จึงเป็นเรื่องของ แล้วคนสหรัฐจะเอารายได้จากไหนมาเพิ่มเพื่อจ่ายค่าสินค้าที่แพงขึ้น ??

เพราะคำถามที่ว่า คนสหรัฐจะเอารายได้จากไหนมาเพิ่มนั้นยังไม่ถูกตอบโดยรัฐบาลสหรัฐ เพียงแค่มีความคาดหวังจากนโยบายการลดภาษี และความหวังว่านโยบายของทรัมพ์จะสร้างงานได้มากขึ้น แต่เพราะยังไม่มีข่าวเหล่านั้นออกมา ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐถูกกดดันมากในขณะนี้ เมื่อตลาดหุ้นถูกกดดัน ความมั่งคั่งของคนสหรัฐที่สะสมไว้ในตลาดหุ้นสหรัฐจึงถูกกดดันไปด้วย คนต่างชาติเอง เมื่อเจอกับนโยบายกำแพงภาษีและสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลง ก็พลอยพากันเทขายตลาดหุ้นสหรัฐไปด้วย 

แต่เรื่องที่มีผลต่อกระแสเงินเรื่องใหญ่ คือนโยบายทางการเงินของ Fed ว่าจะดำเนินนโยบายที่ผ่อนคลายลง หรือต้องแข็งกร้าวมากขึ้น หากเศรษฐกิจสหรัฐจะต้องพบกับสภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเพราะนโยบายภาษี

และเรื่องนี้คือทางแยกสองแพร่ง

หากทรัมพ์สามารถตอบคำถามได้ว่าคนสหรัฐจะมีรายได้เพิ่มอย่างไร ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐและตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐจะปรับตัวสูงขึ้น และ Fed จะไม่ลดอัตราดอกเบี้ย แถมหากเศรษฐกิจสหรัฐร้อนแรงเกินไป ยังอาจต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วยซ้ำ หากเป็นไปในรูปการณ์นี้ เงินทุนจะไหลออกจากประเทศไทยต่อไป

แต่หากทรัมพ์ตอบคำถามนี้ไม่ได้ เศรษฐกิจสหรัฐจะเผชิญกับการหดตัวทางเศรษฐกิจ การล้มลงของฝั่งการบริโภค จะทำให้สินค้าที่ถูกกดกันจากต้นทุนทางภาษีที่เพิ่มสูงขึ้นอาจไม่สามารถผลักภาระให้กับผู้บริโภคได้เพราะกำลังซื้อที่หดหาย มิหนำซ้ำ อาจจะต้องเป็นฝ่ายรับภาระต้นทุนทางภาษีนี้เสียเองเพื่อให้สามารถขายสินค้าออกไปได้ หากเป็นรูปแบบนี้ เงินเฟ้อสหรัฐจะลดต่ำลง และ Fed จะต้องลดอัตราดอกเบี้ย ในรูปการณ์แบบนี้ เงินจะไหลออกจากสหรัฐ และมีโอกาสที่เงินทุนจะไหลเข้าประเทศไทยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมุมมองทางเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นได้ จะทำให้อัตราดอกเบี้ยตลาดพันธบัตรในตลาดรองของเราสูงขึ้น และระยะห่างระหว่างผลตอบแทนไทยและสหรัฐแคบลง นั่นจะเป็นสถานการณ์ที่เป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นไทย

กล่าวโดยสรุป หากต้องการให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัว กระทรวงการคลังต้องหาทางทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรในตลาดรองสูงขึ้น ค่อยๆ ทำให้ผลตอบแทนทางการลงทุนของไทยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากที่อื่นๆ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรในตลาดรองจะเพิ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตลาดเห็นการเจริญเติบโตและเห็นอัตราเงินเฟ้อของไทยที่เพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง 

นี่คือการแก้ไขปัญหาตลาดหุ้นที่ตรงจุดและตรงประเด็นที่สุด หากกระทรวงการคลังต้องการชุบชีวิตตลาดหุ้นไทยในวันนี้