• Mei's Newsletter
  • Posts
  • Macro Insider Update EP1 : FED Reset การเคลื่อนย้ายอํานาจจาก Fed สู่ กระทรวงการคลังสหรัฐ

Macro Insider Update EP1 : FED Reset การเคลื่อนย้ายอํานาจจาก Fed สู่ กระทรวงการคลังสหรัฐ

Newsletter No.14 : 7Jul2025

Macro Insider Update Ep1   

// Macro Insider Update เป็นรีพอร์ทเพื่ออัพเดตเรื่องราวฟาก Macro เพื่อที่จะได้เข้าใจ Story ของตลาด ควบคู่ไปกับข้อมูลทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งนี้ บทความนี้จะมีการ ‘คาดเดา’ ราคาของทรัพย์สินเสี่ยงต่างๆ ที่อยู่ในตลาดว่าน่าจะไปต่อในทิศทางไหนและเพราะอะไร รวมไปถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวที่ผู้เขียนมีต่อตลาดเท่านั้น ไม่สามารถใช้เป็นคำแนะนำทางการลงทุนได้นะคะ // 

.

หากถามว่ามองไปข้างหน้า เราน่าจะเข้าสู่สถานการณ์แบบไหน และตลาดการลงทุนจะเคลื่อนที่อย่างไร ในความคิดของผู้เขียน ผู้เขียนคาดว่าจากท่าทีของโดนัลด์ ทรัมพ์​ ผู้เป็นผู้กุมบังเหียนนโยบายการคลังของสหรัฐ รวมไปถึงเป็นตัวตั้งตัวตีในการ ‘กดดัน’ ฟากนโยบายการเงินให้ดำเนินนโยบายตามที่เขาต้องการ ทั้งหมดค่อนข้างชัดเจนว่าผู้นำสหรัฐคนนี้มีความต้องการเหลือเกินที่จะเอา ‘ตลาดหุ้น’ ขึ้น ให้ได้ 

.

ท่าทีของโดนัลด์ ทรัมพ์ มีการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงจากเมื่อตอนที่เขาเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ซึ่งตอนนี้มีความแข็งขันอย่างมากในการที่ต้องการดำเนินนโยบายลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ของภาครัฐ ถึงขั้นก่อตั้งหน่วยงาน DOGE หรือ Department of Government Efficiancy ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการค้นหาว่ารัฐบาลสหรัฐมีค่าใช้จ่ายตรงไหนที่ใช้จ่ายอย่างไม่มีประสิทธิภาพบ้าง หากค้นเจอว่าเงินตรงไหนที่ใช้อย่างฟุ่มเฟือย ไม่ก่อประโยชน์ให้กับประเทศชาติบ้านเมือง หน่วยงานนี้ก็จะตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่สมควรมีนั้นออกไปให้หมด 

.

นอกจากนั้น โดนัลด์ ทรัมพ์ ยังมีความขึงขังอย่างมากต่อนโยบายด้านภาษีการค้า มีการออกข่าวขึ้นภาษีต่อประเทศนั้น ประเทศนี้ โดยเฉพาะประเทศจีน ด้วยอัตราภาษีที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก ซึ่งเบื้องหลังนโยบายกำแพงภาษีนี้มีขึ้นเพราะโดนัลด์ ทรัมพ์ ต้องการลดการขาดดุลการค้าที่เขามองว่าประเทศสหรัฐถูกเอาเปรียบจากทั่วโลก เขาต้องการให้สหรัฐได้กลายเป็นผู้ผลิต และกลายเป็นผู้ส่งออกบ้าง เพื่อสนับสนุนการผลิตและการจ้างงานในสหรัฐให้เพิ่มขึ้น เพื่อรัฐบาลสหรัฐจะได้สามารถเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นจากรายได้ภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นเพราะการผลิตที่มีมูลค่าสูงขึ้น 

.

ซึ่งหากกล่าวโดยรวมๆ สามารถพูดได้ว่าสิ่งที่ทรัมพ์ต้องการ คือต้องการให้งบประมาณของสหรัฐมีลักษณะที่มีสุขภาพดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น หนี้สินน้อยลง แต่เมื่อทรัมพ์ดำเนินนโยบายในรูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ กลับปรากฏว่าทรัพย์สินของสหรัฐถูกเทขาย โดยหุ้นมีการทยอยเทขายออกมาเรื่อยๆ ในขณะที่ตลาดพันธบัตรค่อนข้างผันผวน โดยมีช่วงที่ตลาดพันธบัตรถูกเทขายอย่างหนักในช่วงที่จีนและสหรัฐมีการสู้กันอย่างรุนแรงด้วย

.

การตอบรับของตลาดเงินตลาดทุนในท่านี้ อาจไม่อยู่ในความคาดหมายของทรัมพ์ เพราะหลังจากนั้น ท่าทีเกี่ยวกับกำแพงภาษีของทรัมพ์มีความอ่อนลงอย่างมาก เท่านั้นไม่พอ ยังมีการผลักดันนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือก็คือนโยบายที่มีการพูดถึงอย่างแพร่หลาย ก็คือ นโยบาย Big Beautiful Bill (BBB) ซึ่งมีการผ่านกฏหมายไปแล้ว 

.

เท่านั้นไม่พอ จากที่ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ Scott Bessent เคยตราหน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนก่อน Janet Yellen ว่าเธอใช้การออกพันธบัตรระยะสั้นที่เยอะเกินไปเพื่อทำการ ‘ปรินท์เงิน’ แทน Fed และเขามองว่าการออกพันธบัตรระยะสั้นที่มากเกินไปนั้นทำให้เกิดภาระทางการคลังที่เพิ่มมากขึ้น แต่ปรากฏว่ามาจนถึงตอนนี้ Scott Bessent กลับยังคงสานต่อนโยบายการออกพันธบัตรระยะสั้นจำนวนมากนี้ต่อไป เห็นได้จากการทวิตของทรัมพ์ว่าจะขยายปริมาณการออก Short-Term Debt หรือ พันธบัตรระยะสั้น เพิ่มขึ้น

.

ท่าทีและนโยบายที่เปลี่ยนไป เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาล นำโดย โดนัลด์ ทรัมพ์ ไม่ต้องการจะรีเซ็ตระบบอย่างที่เคยมีท่าทีอยากจะรีเซ็ต การรีเซ็ตใดๆ ที่จะเกิดขึ้น จะต้องไม่ส่งผลให้ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจสหรัฐล่มจม ตรงการข้าม การรีเซ็ตต้องทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐได้รับประโยชน์ ทั้งหมดนี้แปลว่า จากนี้เป็นต้นไป แม้ตลาดอาจต้องเผชิญกับความผันผวนอยู่บ้าง โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 นี้ ที่ฟาก Liquidity หดตัวลง แต่โดยรวมแล้ว ในที่สุด ทรัมพ์ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดหุ้นมากที่สุด และจะดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นให้ตลาดหุ้นสามารถเติบโตต่อไปได้

.

และหากถามว่ามีนโยบายอะไรที่ดูเหมือนการรีเซ็ตบ้างไหม ผู้เขียนขอตอบว่า มี!! นั่นคือเรื่องของกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับ Stable coin ที่ชื่อ GENIUS Act ซึ่งได้รับการสนับสนุนในสภาของสหรัฐในขณะนี้ 

.

ในขณะที่ประเทศไทยก็พยายามจะทำ Stable Coin เช่นกัน แต่มีความไม่ชัดเจนและความน่างงเป็นอย่างมากในส่วนของกระบวนการและวิธีการ แต่ฟากสหรัฐค่อนข้างชัดเจนในส่วนของแนวคิดว่าเขาต้องการทำ Stable Coin ท่าไหน 

.

สหรัฐในขณะนี้กำลังผลักดันการสร้าง US Stable coin ผ่านการใช้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเป็นสินทรัพย์หนุนหลัง นี่แปลว่ารัฐบาลสหรัฐก็จะยังคงออกพันธบัตร และถูกบันทึกเป็นหนี้สินต่อไป ซึ่งเป็นกระบวนการปกติ แต่หลังจากนั้น กระทรวงการคลังเองก็จะสร้าง ‘เงินทุนสำรอง’ ผ่านการถือพันธบัตรรัฐบาล แล้วออก US Stable coin ออกมา 

.

หากพูดให้ไม่น่าฟังก็คือ กระทรวงการคลังกำลังจะกลายเป็นทั้ง ‘ผู้ออกพันธบัตร’ และเป็นผู้ ‘ซื้อพันธบัตร’ ที่ตัวเองออกในเวลาเดียวกัน จากนั้นก็ออก Stable Coin ที่มีพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ทำให้กระทรวงการคลังเอง จะกลายเป็น ‘ผู้พิมพ์เงิน’ ได้เองโดยไม่ต้องง้อ Fed อีกต่อไป 

.

เรายังไม่รู้ว่า Stable Coin ของรัฐบาลสหรัฐจะมีลูกเล่นอะไรเพื่อขยายขอบเขตการใช้และการ Leverage หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ นี่คือความพยายามในการ ‘รีเซ็ต’ ระบบการเงินที่ Fed เคยมีอิทธิพลอันดับ 1 ให้กลายเป็นกระทรวงการคลังที่เป็นผู้มีอิทธิพลอันดับ 1 คำถามถัดมาจึงเป็น… แล้ว Fed จะยังมีความสำคัญอยู่อีกหรือไม่ในอนาคต ??

.

ผู้เขียนมีมุมมองว่าความสำคัญของ Fed จะถดถอยลงเรื่อยๆ ดังที่เคยเขียนในจดหมายข่าวฉบับก่อนๆ ว่าการเพิ่มหรือลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในช่วงเวลานี้ไม่ได้มีอิทธิพลต่อตลาดเท่าเมื่อก่อนอีกแล้ว อย่างเช่นรอบนี้ ไม่ว่า Fed จะลดอัตราดอกเบี้ย หรือคงอัตราดอกเบี้ย สุดท้ายแล้วสิ่งที่มีอิทธิพลต่อตลาดมากที่สุดในช่วงเวลานี้ยังคงเป็นนโยบายของฟากกระทรวงการคลัง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นการออกพันธบัตรระยะสั้นที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น ส่วนนโยบายของ Fed นั้น ตลาดยังคงให้ความสำคัญ แต่เห็นได้ชัดว่าความสำคัญนั้นลดลงมากเลยทีเดียว

.

ดังนั้น หากในอนาคต รัฐบาลสหรัฐประสบความสำเร็จในการผลักดันการสร้าง Stable Coin ที่มีพันธบัตรรัฐบาลเป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน อำนาจของ Fed ย่อมลดลงไปอีก นี่ทำให้การควบคุมอัตราเงินเฟ้อทำได้ยากขึ้น การควบคุมความผันผวนบนอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรทำได้ยากขึ้น ซึ่งสามารถแปลความหมายได้ว่า ความเสี่ยงในการลงทุนในตลาดจะเพิ่มขึ้น ท่ามกลางการลดลงของมูลค่าเงินกระดาษ (Fiat) อย่างต่อเนื่อง 

.

ที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อการควบคุมดูแลปริมาณเงิน อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย หลุดการควบคุมของ Fed ไปแล้ว นี่หมายถึงหากในอนาคตระบบการเงินเกิดวิกฤตใดๆ ขึ้นก็ตาม Fed จะไม่สามารถดูแลในฐานะ ‘The Last Resort’ ได้อีกต่อไป เพราะปริมาณดอลล่าร์ได้เพิ่มขึ้นจากฟากของนโยบายการคลังในแบบที่ Fed ไม่อาจควบคุมได้ เมื่อควบคุมไม่ได้ ย่อมหมายถึงไม่อาจดูแลความเรียบร้อยได้เช่นกัน 

.

นี่คือความเสี่ยงที่ใหญ่มาก หากการ ‘Reset’ ระบบการเงินเกิดขึ้นจากการ ‘ยึด’ อำนาจหน้าที่ในการดูแลระบบการเงินจาก Fed สู่มือของรัฐบาล 

.

อย่างไรก็ดี นี่คือสิ่งที่เราต้องคอยติดตามต่อไป แม้มันจะดูน่ากลัว แต่ตลาดจะต้องผ่านการบูมอย่างรุนแรง ก่อนที่จะไปถึงตรงจุดนั้น เรายังคงมีเวลาในการเตรียมตัวและฉวยโอกาสจากการ ‘Reset’ ระบบรอบนี้ เพียงแต่สิ่งที่สำคัญมากคือ เราต้องไม่ละเลยในการติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นบนตลาดโลก

.

นี่คือภาพกว้างๆ บน Macro ที่ควรรู้เพื่อเข้าใจสภาพแวดล้อมของการลงทุนในภาพใหญ่ แต่หากเป็นภาพย่อยลงมา ขอบอกว่าในไตรมาสที่ 3 ของปี 2025 นี้ ตลาดอาจมีความผันผวนมากกว่าที่คิด เพราะจากข้อมูลของ Capital Crossborder บริษัทที่เชี่ยวชาญเรื่องข้อมูลด้าน Global Liquidity ได้บอกว่าสภาพคล่องทางการเงินของโลกนี้กำลังหดตัวลงในช่วงไตรมาสที่ 3 และสภาพคล่องทางการเงินนั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของบรรดาราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นทองคำ หุ้น และคริปโต 

ซึ่งเมื่อมองจากการขึ้นของราคาหุ้นของทั้งโลกตอนนี้เทียบกับ Liquidity แล้ว มีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกันที่ในไตรมาส 3 นี้อาจจะมีการเทขายออกมาบ้าง ซึ่งความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคือ ให้ตลาดมีการเทขายออกมาบ้างจะเป็นผลดีกับตลาดมากกว่าการให้ตลาดวิ่งขึ้นมากเกินไปจนเกิดความ ‘ตึง’ เกินกว่าที่ตลาดรับไหว ทั้งนี้ ให้ดู DXY เป็นตัวชี้วัด ผู้เขียนคิดว่าหาก DXY จู่ๆ ก็แข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรง นี่จะเป็นสัญญาณที่ไม่ดี แต่ถ้าตลาดมีการเทขายในขณะที่ DXY ไม่ได้แข็งค่าอย่างรุนแรงมากเกินไป นี่จะเป็นสัญญาณว่าเราควร ‘Buy Dip’ 

ยังไงก็ตาม เราจะมีการอัพเดตเรื่องราวของตลาดกันเรื่อยๆ การลงทุนเป็นเรื่องของอนาคต จึงมีความเสี่ยงมาพร้อมกับโอกาสเสมอ ผู้เขียนหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ลงทุนอยู่ในตลาดค่ะ และข้อมูลที่เขียนทั้งหมดนี้เขียนเพื่อให้ข้อมูลเป็นหลัก ไม่สามารถใช้เป็นความเห็นทางการลงทุนได้ ทั้งหมดเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น

.

ขอให้ทุกคนโชคดีในการลงทุนค่ะ