• Mei's Newsletter
  • Posts
  • ระวัง! เมื่อประธาน Fed คนใหม่อยากเข้ามาทุบตลาดการเงิน

ระวัง! เมื่อประธาน Fed คนใหม่อยากเข้ามาทุบตลาดการเงิน

ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed กำลังปรารถนาจะลดขนาด Balance Sheet — และนี่คือสิ่งที่นักลงทุนควรเข้าใจให้ถ่องแท้

.

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Fed เผยแพร่เอกสารวิจัยชื่อว่า A User's Guide to Reducing the Federal Reserve's Balance Sheet ร่วมเขียนโดย Stephen Miran หนึ่งในที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจคนสำคัญของทรัมพ์

.

โดยเนื้อหาในนั้นเสนอแผนลดขนาด balance sheet ลงราว 1.2–2.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือที่จุดกึ่งกลางคือ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ ฟังดูเป็นเรื่องทางเทคนิคของธนาคารกลาง แต่ผลกระทบที่แท้จริง มันไม่ได้อยู่แค่ในห้องประชุม Fed เท่านั้น

.

สภาพคล่องทางการเงิน (Liquidity) คืออะไร และทำไมมันถึงสำคัญ

.

ก่อนจะวิจารณ์แผนนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่า Fed Liquidity คืออะไร

.

พูดง่ายๆ มันคือปริมาณเงิน หรือสภาพคล่องที่ Fed อัดเข้าสู่ระบบการเงิน ผ่านเครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำ QE หรือการให้ธนาคารและสถาบันทางการเงินกู้ยืมเงินโดยตรงผ่าน Discount Window จาก Fed โดยตรง แล้วหักลบด้วยสิ่งที่ดูดออก อย่างเช่น Reverse Repo (RRP) และ Treasury General Account (TGA) เป็นต้น ซึ่งตัวเลขที่เหลือคือสภาพคล่องทางการเงินที่หมุนเวียนในระบบการเงิน

.

ถ้าดูความสัมพันธ์ระหว่าง Fed Liquidity กับ S&P500 ย้อนหลังตั้งแต่วิกฤต Lehman ปี 2008 เราจะพบว่าทั้งสองสิ่งนี้เดินไปด้วยกันอย่างใกล้ชิดมาตลอด

.

ทุกครั้งที่ Fed อัดสภาพคล่องเข้าระบบ ตลาดหุ้นขึ้น ทุกครั้งที่ดึงออก ตลาดสั่นคลอน

.

นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่สะท้อนกลไกที่ทำงานจริงในระบบการเงิน

.

ดังนั้น แผนของ Fed ที่ต้องการจะลดขนาดทรัพย์สินลงถึง 1.7 ล้านล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ แท้ที่จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยปัญหามากมาย

.

ปัญหาที่หนึ่ง: ใครจะมาเติมสภาพคล่องแทน?

.

ปัญหาแรกของแผนนี้คือสมมติฐานที่ว่าการประสานงานระหว่าง Fed และ US Treasury (กระทรวงการคลังสหรัฐ) จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ในทางทฤษฎี เมื่อ Fed ลดขนาดด้านสินทรัพย์ลง อีกด้านที่เป็นฟากหนี้สินก็ต้องลดลงด้วย หนึ่งในนั้นคือเงินทุนสำรองที่บรรดาธนาคารพาณิชย์ฝากไว้ที่ Fed การลดขนาดของเงินทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ สามารถทดแทนได้ด้วยการออกพันธบัตรระยะสั้น (T-Bills) โดยกระทรวงการคลังสหรัฐ เพื่อรักษาระดับสภาพคล่องไม่ให้หดตัวจนเป็นอันตรายกับระบบการเงิน

.

ประเด็นปัญหาคือ แต่แรก แผนนี้ก็ไม่ได้ระบุกลไกประสานงานนั้นอย่างชัดเจน มันเป็นเพียงการสมมติว่ามันจะเกิดขึ้นเท่านั้น

.

แล้วถ้ากระทรวงการคลังไม่ออก T-Bills มาทดแทนในเวลาที่เหมาะสมล่ะ หากเป็นแบบนั้น สภาพคล่องในระบบจะหดตัวลงทันที สิ่งที่สมมติว่าจะเกิดขึ้น ในความเป็นจริง มีโอกาสอย่างมากที่จะไม่เป็นไปตามสมมติฐานนั้น

.

ปัญหาที่สอง: เส้นความต้องการสภาพคล่องทางการเงิน (Demand) ที่ Fed มองข้าม

.

ปัญหาที่สองลึกกว่านั้น

.

เอกสารนี้ของ Fed ออกแบบแผนการโดยสมมติว่าเมื่อปริมาณเงินทุนสำรองลดลง ความต้องการเงินในระบบการเงินก็จะลดลงอย่างราบรื่นไปพร้อมกัน แต่ในความเป็นจริง เส้นความต้องการเงินทุนสำรองนั้นมีลักษณะยืดหยุ่นต่ำมาก ที่แปลว่า หากเงินทุนสำรองของเหล่าธนาคารพาณิชย์ลดลงถึงจุดหนึ่ง อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่สะท้อนต้นทุนทางการเงิน จะกระโดดขึ้นแรงและรวดเร็ว จากการลดลงเพียงเล็กน้อยของปริมาณเงินในระบบการเงิน

.

ถ้าใครจำได้ เราเคยเห็นภาพนี้มาแล้วในวิกฤต Repo Market เมื่อปี 2019 จน Fed ต้องเข้าแทรกแซงตลาดด้วยการทำตัวเป็นเจ้ามือให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินสามารถกู้เงินจาก Fed ได้โดยตรง ผ่าน Repo Facility จนถึงปัจจุบันนี้ เครื่องมือนี้ก็กลายเป็นเครื่องมือถาวรของ Fed ไปแล้วด้วย

.

ปัญหาดังกล่าวนี้ คือสิ่งที่แผนการนี้ไม่ได้พูดถึง

.

ทำให้สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่สิ่งที่แผนนี้พูด แต่คือสิ่งที่มันไม่ได้พูดถึง นั่นคือ precautionary demand หรือความต้องการสำรองสภาพคล่องของภาคเอกชนในยามที่ความไม่แน่นอนสูง

.

ยิ่งความผันผวนในระบบเพิ่มขึ้น ความต้องการถือเงินสำรองก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตาม แต่แผนนี้ถูกออกแบบด้วยการตัดตัวแปรที่ไม่แน่นอนออกไป ราวกับว่าความต้องการสภาพคล่องนั้นเป็นสิ่งที่แน่นอนและคาดเดาได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง ตลาดการเงินไม่เคยเป็นแบบนั้นมาก่อนเลย

.

บทสรุป

.

แผนลด balance sheet ของ Fed ไม่ใช่นโยบายที่เป็นกลาง มันมีผลกระทบต่อสภาพคล่องในตลาดโดยตรง และประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นชัดเจนว่าสภาพคล่องคือตัวแปรสำคัญที่สุดตัวหนึ่งในการกำหนดทิศทางราคาสินทรัพย์

.

ถ้าการประสานงานระหว่าง Fed และ คลัง ไม่ราบรื่น หรือ demand ของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในเวลาที่ไม่คาดคิด สิ่งที่อาจตามมาคืออัตราดอกเบี้ยที่ควบคุมได้ยากขึ้น ความผันผวนในตลาดพันธบัตร และแรงกดดันต่อราคาสินทรัพย์ทุกประเภท

.

ดังนั้น ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่ทิศทางนโยบายของ Fed กำลังเพิ่มความเสี่ยงให้กับตลาดมากขึ้น แม้ในเวลานี้ Fed จะยังไม่ได้ทำในสิ่งที่เอกสารนี้เสนอแนะให้ทำ แต่หาก Kevin Warsh ซึ่งรัฐบาลสหรัฐกำลังเสนอชื่อให้ขึ้นมาเป็นประธาน Fed คนใหม่ ได้เข้ารับตำแหน่ง จากแนวคิดที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ ดูเหมือนว่าตัวเขาเองก็จะเห็นด้วยกับการลด Balance Sheet ของ Fed เช่นกัน ทำให้ความเสี่ยงเชิงนโยบายที่มีต่อตลาดเงินตลาดทุนในระยะต่อไปในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้เด็ดขาด

.

สามารถพูดได้ว่าในปี 2026 นี้ ปัจจัยเสี่ยงของตลาดไม่ได้มีแค่เรื่องของสงคราม แต่ยังมีเรื่องของความไม่แน่นอนบนนโยบายทางการเงินด้วย ดังนั้น ใครที่รับความเสี่ยงได้น้อย ปี 2026 นี้คือปีที่ควรพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไม่ต้องกังวลว่าจะตกรถ รอให้นโยบายทางการเงินเปลี่ยนทิศทางแล้วค่อยเข้าตลาดใหม่ก็ยังไม่สาย