• Mei's Newsletter
  • Posts
  • รัฐบาลสามารถสร้าง G-Token ได้โดยไม่สนระดับหนี้ภาครัฐที่กําลังจะติดเพดานหนี้ได้จริงหรือ ??

รัฐบาลสามารถสร้าง G-Token ได้โดยไม่สนระดับหนี้ภาครัฐที่กําลังจะติดเพดานหนี้ได้จริงหรือ ??

Newsletter No.16 : 21Jul2025

รัฐบาลสามารถสร้าง G-Token ได้โดยไม่สนระดับหนี้ภาครัฐที่กำลังจะติดเพดานหนี้ได้จริงหรือ  ??  

.

ไหนๆ ในงาน ปลดล็อคประเทศไทย สู้วิกฤตโลก มีการเอ่ยถึงเรื่อง G-Token ขึ้นมาอีกครั้ง วันนี้เลยอยากจะคุยถึง G-Token ของรัฐบาลไทยหน่อย ว่าท่ามกลางการ ‘ดัน’ สุดฤทธิ์ จากฟากของรัฐบาล ในฐานะที่มันจะเป็น ‘Financial Product’ ใหม่ เพื่อยืนยันความเป็น ‘Financial Hub’ ของไทย และเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลเพื่อไทยนั้น G-Token ตัวนี้จะเป็นฮีโร่ขี่ม้าขาวของประเทศไทยจริงหรือไม่

.

ที่สำคัญ G-Token นี้จะเป็น ‘New Money’ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับประเทศไทยได้หรือไม่ หรือที่จริงแล้ว G-Token เวอร์ชั่นพรรคเพื่อไทย ก็ไม่ได้ต่างกับโปรเจคกลวงๆ โปรเจคหนึ่งที่เราเห็นกันได้ทั่วไปในแวดวงเหรียญคริปโต ??

ทักษิณ ชินวัตร ในงาน ปลดล็อค อนาคตประเทศไทย สู้วิกฤตโลก

ก่อนอื่นเลย เวลาที่ใครคิดจะใช้นวัตกรรมใดๆ ก็ตาม มันคือช่วงเวลาของความต้องการที่จะ พัฒนา สร้างสรรค์ และแก้ปัญหา เพื่ออนาคตที่ดีกว่า G-Token เวอร์ชั่นพรรคเพื่อไทยก็เช่นเดียวกัน มีการเล็งเห็นปัญหาของประเทศไทยว่าตอนนี้เรากำลังขาดแคลนเงินใหม่ที่จะอัดฉีดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ เมื่อประกอบกับหนี้ต่อ GDP ของไทยที่มีอาการติดเพดานหนี้ พรรคเพื่อไทย นำโดย ทักษิณ ชินวัตร จึงในแนวทางว่า ประเทศไทยควรที่จะใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อว่าเทคโนโลยี Blockchain ออกเหรียญที่มีชื่อว่า G-Token ออกมา ขายให้กับประชาชนแล้วกลายเป็นเงินดิจิตอลที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ออก โดยหวังว่าเงินดิจิตอลนี้จะอยู่ในมือประชาชนแล้วนำมาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าแทนเงินได้แบบไม่ต้องง้อธนาคารแห่งประเทศไทย 

.

ฟังแล้วเหมือนดูดี แต่ความจริงแล้วมันน่าสับสนขั้นสุดมาก เพราะ

.

1. G-Token นี้ จะทำหน้าที่เป็นอะไร ระหว่าง เป็นตราสารหนี้ หรือเป็น เงิน ?? 

ขั้นตอนการสร้าง G-Token สามารถทำได้ 2 แบบ โดยแบบแรกเรียกว่าเป็นการสร้าง Stable Coin หรือเหรียญที่มีมูลค่า peg ติดกับค่าเงินบาท โดย 1 token จะมีมูลค่าเท่ากับ 1 บาท เสมอ หากทำแบบนี้ เท่ากับว่ารัฐบาลจะต้องสร้างพูลของเงินทุนสำรอง ที่มีมูลค่าเท่ากับ token ที่จะออก เช่นหากต้องการออกเหรียญ 5,000 ล้านเหรียญ เท่ากับว่าต้องมีเงินทุนสำรอง 5,000 ล้านบาท และกระทรวงการคลังสามารถใช้พันธบัตรมาเป็นทุนสำรองได้ โดยที่กระทรวงการคลังก็ใช้งบซื้อพันธบัตรแบบอัฐยายซื้อขนมยาย ใช้ภาษีและการสร้างหนี้ ซื้อพันธบัตรเพื่อสร้างทุนสำรอง แล้วออก stable coin เป็นเงิน 5,000 ล้านบาท ขายให้กับประชาชน หรือแม้แต่ ‘จ่าย’ ให้กับภาคเอกชนที่ทำงานให้ภาครัฐก็ได้ แล้วอนุญาตให้ประชาชนใช้ stable coin นี้แทนเงินบาท เพราะมัน peg 1 เหรียญ เท่ากับ 1 บาทเสมอ 

ในขณะที่แบบที่สอง เรียกว่าเป็นการ Tokenized พันธบัตร แปลง่ายๆ ว่าแทนที่จะออกพันธบัตรเป็นใบๆ หรือออกผ่านเป๋าตังค์แบบที่รัฐบาลเคยทำ ก็เปลี่ยนเป็นออกผ่านแพลตฟอร์ม Blockchain ให้พันธบัตรอยู่ในรูปแบบของ Token จากนั้นจึงขายพันธบัตรในรูปแบบของ Token สู่มือประชาชน

ทั้งนี้ หากเราอ่านข่าวเราจะพบกับความสับสนอย่างมาก เพราะในช่วงแรก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพูดชัดเจนว่าจะทำ Stable Coin แต่ล่าสุดดูเหมือนหน้าตาของเหรียญ G-Token จะไม่ใช่ Stable coin แต่เป็น Bond Tokenization 

.

แต่สิ่งที่ทักษิณ ชินวัตร ชอบพูด และพูดในงานปลดล็อคประเทศไทย ก็ยังพูดถึงเรื่องของการใช้งาน G-Token ในฐานะของเงินที่มีคุณสมบัติในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า

.

ไม่ใช่ว่า G-Token นั้นนำไปใช้ในแง่นั้นไม่ได้ แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากๆ ในเคสนี้คือ ความเข้าใจผิดว่า G-Token นั้นไม่มีความผันผวนทางราคา หากเราซื้อ G-Token ซึ่ง Tokenized จากพันธบัตรมา 100 บาท สิ่งที่เราจะได้พ่วงมาคือ ฐานะเจ้าหนี้ของประเทศ ดอกเบี้ยที่ต้องได้จากการให้ประเทศกู้ รวมไปถึงราคาของตัวพันธบัตรที่สามารถขึ้นลงได้ตามอัตราดอกเบี้ยในตลาด 

.

แน่นอนว่าการถือพันธบัตรในรูป Token หากถือจนครบกำหนดไถ่ถอน ถือว่าเป็นการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง เพราะรัฐบาลไทยคงไม่ผิดนัดชำระหนี้ไม่ว่าจะงวดไหน แต่หากเรามองราคาพันธบัตรรายวันแล้ว มันสามารถราคาขึ้นลงได้ ดังนั้น หากเราซื้อ Token พันธบัตร มูลค่า 100 บาท หากวันรุ่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวขึ้น มูลค่าพันธบัตรในมือเราจะลดลง และถ้าเรานำไปใช้ซื้อสินค้าและบริการ เราย่อมใช้จ่ายได้น้อยลงเพราะมูลค่าพันธบัตรที่เปลี่ยนแปลงไป แน่นอน ในทางกลับกัน หากอัตราดอกเบี้ยลดลง ราคาพันธบัตรก็เพิ่มขึ้น เราก็สามารถซื้อของได้เพิ่มขึ้น

.

ดังนั้น ใครก็ตามที่ซื้อ G-Token ในรูปแบบของการ Tokenized ต้องรู้ตัวว่าตัวเองกำลังถือพันธบัตรในมือ ซึ่งแตกต่างกับรูปแบบของ Stable Coin โดยสิ้นเชิง เพราะในขณะที่ Stable Coin ถูก Peg อยู่กับกองทุนสำรอง แต่พันธบัตรในรูปแบบ Token ยังคงเป็นพันธบัตรที่มีฟังค์ชั่นและคาแรกเตอร์ไม่ต่างกับพันธบัตรในรูปแบบดั้งเดิม ที่ราคาสามารถขึ้นลงได้ ไม่ใช่ Stable Coin ที่มีมูลค่าคงที่

.

ในเมื่อราคาเหรียญสามารถขึ้นลงได้ ย่อมไม่อาจพูดได้ว่าเป็นการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงแม้จะเป็นการลงทุนบนพันธบัตรรัฐบาลก็ตาม รัฐบาลเอง จึงไม่ควรทำให้ประชาชนคนไทยเข้าใจผิดว่า G-Token ซึ่งเป็นการ Tokenized พันธบัตรนั้น เป็นการลงทุนที่ปลอดภัยและไร้ความเสี่ยง 

.

เพราะเหตุนี้ โจทย์แรกของรัฐบาลคือ ควรไปทำความเข้าใจให้ดีว่าจะทำอะไรกันแน่ ระหว่างทำ Stable Coin หรือทำพันธบัตรในรูปแบบ Token เพื่อที่จะสื่อสารกับประชาชนอย่างถูกต้อง อย่าทำให้ประชาชนสับสนและลงทุนแบบผิดๆ เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่รัฐบาลสื่อสาร ไม่อย่างนั้น แทนที่จะเป็นการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงินที่สร้างสรรค์ มันจะกลายเป็นการหลอกลวงเอาเสียเปล่าๆ 

.

2. การออก G-Token ไม่กระทบกับปริมาณหนี้สาธารณะของประเทศไทย และเพราะเราติดเพดานหนี้แล้ว จึงต้องหาทางออกด้วยการออก G-Token ???? 

เพราะ G-Token เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีพันธบัตรเป็นสินค้าอ้างอิง ไม่ว่าจะเป็นการที่คลังซื้อพันธบัตรเพื่อสร้างกองทุนสำรองสร้าง Stable Coin หรือจะเป็นการออกพันธบัตรในรูปแบบของ Token ก็ตาม ทั้งสองรูปแบบ ล้วนแล้วแต่มีพันธบัตรเป็นพื้นฐานทั้งนั้น

.

นี่แปลว่าอะไร ?? นี่แปลว่า G-Token เอง ก็ไม่สามารถออกได้มากกว่าปริมาณพันธบัตรที่ประเทศนี้ออกเช่นกัน หรือหากแปลให้ถูกคือ รัฐบาลไม่อาจออก G-Token ที่สร้างผลกระทบต่อหนี้รวมของไทยให้ทะลุเพดานหนี้ได้ ทำให้การพูดว่าเพราะประเทศไทยติดเพดานหนี้ จึงต้องหาทางเพิ่มสภาพคล่องด้วยการออก G-Token เป็นสิ่งผิดโดยสิ้นเชิง

.

หนี้ภาครัฐ โดยปกติแล้ว จะเพิ่มหรือลด ขึ้นอยู่กับการใช้เงินของภาครัฐว่าใช้จ่ายมากแค่ไหน แล้วรายได้ของประเทศจากการเก็บภาษีต่างๆ นั้นมีเท่าไหร่ หากรายได้มาก รายจ่ายน้อย ย่อมไม่จำเป็นต้องก่อนหนี้เพิ่ม เมื่อไม่ก่อนหนี้เพิ่ม เมื่อเวลาผ่านไป หนี้ย่อมลดน้อยลงโดยธรรมชาติ ในขณะที่หากรายได้ของประเทศไม่พอกับรายจ่ายของประเทศ ประเทศย่อมต้องก่อหนี้ผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาล ยิ่งรายจ่ายมากกว่ารายได้ของประเทศมากเท่าไหร่ หนี้ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น 

.

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่อาจก่อหนี้ให้สูงเกินกว่าเพดานที่กฏหมายกำหนด หากรัฐบาลต้องการก่อหนี้มากกว่านั้นเพราะต้องการใช้เงินจำนวนมาก ก็ต้องแก้กฏหมายเพื่อยกระดับเพดานหนี้ แบบที่สหรัฐอเมริกาทำมาโดยตลอด เมื่อเพดานหนี้ถูกยก รัฐบาลจะสามารถออกพันธบัตรได้มากขึ้นเพราะสามารถก่อหนี้ได้มากขึ้น

.

คำถามถัดมาคือ หากรัฐบาลต้องการสร้าง G-Token ไม่ว่าจะเป็น G-Token ที่เป็น Stable Coin หรือเป็นพันธบัตรในรูปแบบของ Token ก็ตาม นั่นหมายถึงรัฐบาลต้องการพันธบัตรเพื่อนำมาสร้างกองทุนสำรอง หรือไม่ก็นำมาแปลงจากพันธบัตรใบๆ ให้กลายเป็นพันธบัตรในรูปแบบ token 

.

ถ้าหากรัฐบาลออก G-Token โดยนำพันธบัตรที่มีแผนจะออกอยู่แล้ว และอยู่ภายใต้เพดานหนี้ตามกฏหมาย นี่จะไม่กระทบกับเพดานหนี้ แต่ย่อมหมายถึงรัฐบาลมีหนี้ที่ต้องการจะกู้บนปริมาณตามกฏหมาย เพียงแต่รัฐบาลอยากจะใช้นวัตกรรมเพื่อหาทาง funding งบประมาณรัฐในรูปแบบใหม่ๆ 

.

แต่ถ้ารัฐบาลออกพันธบัตรจนชนเพดานหนี้แล้ว ไม่สามารถจะออกพันธบัตรได้อีก นี่แปลว่า รัฐบาลจะไม่มีวัตถุดิบใหม่มาสร้าง Token เพราะรัฐบาลไม่มีวัตถุดิบเหลืออีกแล้ว รัฐบาลออกตราสารหนี้จนกระทั่งติดเพดานหนี้เรียบร้อย เมื่อไม่มีวัตถุดิบเหลือ ต่อให้รัฐบาลจะอยากสร้าง G-Token มากแค่ไหนก็ไม่สามารถทำได้ภายใต้เพดานหนี้ที่กฏหมายกำหนด

.

ดังนั้น ในเมื่อข้อจำกัดของรัฐบาลในขณะนี้คือการหาเงินใหม่เพื่ออัดฉีดเศรษฐกิจ และรัฐบาลติดข้อจำกัดเรื่องของเพดานหนี้ รัฐบาลไม่อาจจู่ๆ ก็ออก G-Token โดยไร้พันธบัตรรัฐบาลอ้างอิง ยิ่งไม่อาจพูดว่าเพราะรัฐบาลติดเพดานหนี้แล้ว จึงต้องการสร้าง ‘New Money’ ผ่านการออกเหรียญ G-Token 

.

ที่แรงไปมากกว่านั้นคือ รัฐบาลไม่อาจพูดว่า รัฐบาลจะออก G-Token มากเท่าไหร่ก็ได้ โดยที่ไม่กระทบไปถึงหนี้สาธารณะของประชาชนคนไทย 

.

โชคยังดีที่ตอนนี้ เท่าที่อ่านข่าวมา ยังไม่พบว่ากระทรวงการคลังพูดว่าอยากจะออก G-Token จำนวนมาก และการอธิบายเรื่องหนี้สาธารณะที่ไม่ถูกกระทบจากการออก G-Token จำนวน 5,000 ล้านบาทนั้น เป็นเพราะ 5,000 ล้านบาทนี้ยังอยู่ในกรอบหนี้ของกระทรวงการคลังที่จะออกตามกฏหมายอยู่แล้ว

.

มีเพียงการให้สัมภาษณ์ของ ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น ที่พูดเรื่องรัฐบาลติดปัญหาการหาเงินใหม่อัดฉีดเข้าระบบเพราะติดเพดานหนี้ ในรายการ ทักษิณ พูดด้วยซ้ำว่าไม่ควรเพิ่มเพดานหนี้ให้สูงกว่านี้ แต่กลับพูดว่าตัวเองใจร้อน กระทรวงการคลังอยากออกแค่ 5,000 ล้านบาท แต่เขาอยากสร้าง G-Token จำนวนมากๆ เร็วๆ ซึ่งเป็นสองประโยคที่ขัดกันโดยสิ้นเชิง เพราะหากจะสร้าง G-Token จำนวนมากๆ เร็วๆ แต่เรากลับไม่ควรเพิ่มเพดานหนี้ แล้วจะเอาพันธบัตรจำนวน ‘มากๆ’ เพื่อมาสร้าง Token จากไหน 

.

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่อง ที่ฟังแล้วน่าสับสนอย่างที่สุด ว่าสรุปแล้ว ทักษิณ ชินวัตร ผู้ริเริ่มไอเดียการสร้าง G-Token นั้น มีความเข้าใจในตัวเทคโนโลยีมากแค่ไหน 

.

3. เครื่องมือบนผลิตภัณฑ์การเงินแบบเก่าตันแล้ว พันธบัตรรัฐบาลทำได้แค่ถืออยู่เฉยๆ แล้วกินดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ แต่ G-Token สามารถเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้เพิ่มขึ้นได้ผ่านการนำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ???

.

เราจะไม่พูดถึงประเด็นของความผันผวนของ G-Token ในฐานะพันธบัตรในรูปแบบ token อีก เผื่อรัฐบาลจะออก G-Token ในรูปแบบของ Stable Coin ในอนาคต และเผื่อว่ารัฐบาลจะมีการสื่อสารอย่างชัดเจน ถูกต้อง เกี่ยวกับความผันผวน และ ไม่ปลอดภัย หากรัฐบาลออกพันธบัตรในรูปแบบ Token 

.

แต่เราจะพูดประเด็นอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พันธบัตรรัฐบาลไม่อาจเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับระบบเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือ ??

.

อย่างหนึ่งที่น่าแปลกคือ ทักษิณ ชินวัตร นับว่าเป็นคนรวยคนหนึ่ง และคนรวยที่มีความเข้าใจเรื่องการเงิน จะไม่ต้องการเก็บเงินเป็นเงินสดให้มากจนเกินไป เพราะการเก็บเงินในธนาคารนั้นมีความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น คือรัฐบาลของแต่ละประเทศมีการคุ้มครองเงินฝากที่ต่างกันออกไป แต่โดยรวมๆ ประเทศพัฒนาแล้วจะจำกัดการคุ้มครองเงินฝาก ไม่ได้คุ้มครอง 100%

.

และเพราะไม่ได้รับการคุ้มครองเงินฝาก 100% บรรดาคนรวยจึงต้องคิดว่า แล้วเอาเงินไปเปลี่ยนเป็นอะไรดี ถึงจะปลอดภัย แม้หลายคนจะไม่ชอบคำตอบนี้ แต่ความจริงคือ คนรวยเหล่านี้เปลี่ยนเงินสดให้เป็นพันธบัตรรัฐบาล เพราะพันธบัตรรัฐบาล โดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐนั้นมีสภาพคล่องสูง มีผลตอบแทนดีกว่าออมทรัพย์ ที่สำคัญ คือพันธบัตรสหรัฐปลอดภัยในเชิงของรัฐบาลสหรัฐไม่มีทางที่จะผิดนัดชำระหนี้แน่นอน

.

แม้ในวันนี้ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจะอยู่ในช่วงราคาขาลง แต่ตัวที่ถูกกระทบคือพันธบัตรระยะยาว ส่วนพันธบัตรระยะสั้นกลับป๊อบปูล่าร์มาก เพราะให้ผลตอบแทนสูง สภาพคล่องสูง และความเสี่ยงบนความผันผวนของราคาต่ำมากเพราะเป็นพันธบัตรระยะสั้น ถือจนถึงเวลาไถ่ถอนคืนก็ทำได้ง่าย เพราะระยะเวลาการลงทุนนั้นต่ำกว่า 1 ปี 

.

ดังนั้น หากจะถามว่าพันธบัตรถือเป็น ‘เงิน’ รูปแบบหนึ่งได้ไหม ในสายตาคนรวยนับว่าใช่

.

ที่สำคัญ บรรดาพันธบัตรเหล่านี้ สามารถนำไปค้ำประกันแล้วขอสินเชื่อได้ โดยเฉพาะเหล่าธนาคารและสถาบันการเงิน ล้วนใช้พันธบัตรเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันเพื่อดึงสภาพคล่องออกมาทั้งนั้น ดังนั้นยิ่งออกพันธบัตรออกมาเยอะ ยิ่งทำให้สภาพคล่องมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นผ่านการใช้พันธบัตรมาค้ำประกัน 

.

นอกจากนี้ เราจะสังเกตุเห็นได้ว่า สหรัฐใช้ตลาดพันธบัตรในการสร้างสภาพคล่องทางการเงินในระบบเศรษฐกิจเสมอ ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีการ QE โดย Fed เข้าซื้อพันธบัตรสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นวิธีเสนอสภาพคล่องบนตลาด Repo ที่เป็นตลาดสินเชื่อ Overnight ซึ่งบรรดาสถาบันการเงินและธนาคารใช้พันธบัตรมาเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันเพื่อสร้างสภาพคล่อง

.

รวมไปถึงล่าสุด อดีตประธาน Fed และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ Janet Yellen ในสมัยประธานาธิบดี Joe Biden ก็ได้พาเศรษฐกิจสหรัฐและตลาดหุ้นสหรัฐหนีรอดจากสภาวะเศรษฐกิจหดตัวมากได้จากการเพิ่มการออกพันธบัตรระยะสั้น และลดการออกพันธบัตรระยะยาว ซึ่งมาตรการนี้ได้ส่งผลให้สภาพคล่องทางการเงินของสหรัฐผ่อนคลายขึ้นในทันทีโดยไม่ต้องพึ่งมาตรการของ Fed แต่อย่างใด

.

เราไม่ได้กำลังบอกให้รัฐบาลไทยเอาสหรัฐอเมริกาเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำ QE หรือการปั๊มพันธบัตรระยะสั้นเข้าตลาดเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง แต่เรากำลังบอกว่า ตลาดพันธบัตรเป็นที่ๆ สามารถกำหนดนโยบายเพื่อสร้างสภาพคล่องให้เพิ่มขึ้นก็ได้ ทำให้สภาพคล่องหดตัวก็ได้ แค่การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย หรือการปรับเปลี่ยนผู้เล่นในตลาด Overnight ก็สามารถทำให้สภาพคล่องในตลาดการเงินเปลี่ยนแปลงได้แล้ว คำถามสำคัญคือประเทศไทยมีการใช้งานตลาดพันธบัตรแค่ไหน เรายังเหลือกระสุนบนตลาดพันธบัตรให้ใช้งานได้แค่ไหน แล้วเราได้ใช้งานมันบ้างหรือเปล่า

.

ดังนั้นการที่ ทักษิณ ชินวัตร พูดถึงพันธบัตรว่ามันแค่ถูกซื้อแล้วเก็บไว้เฉยๆ ราวกับว่าพันธบัตรไม่อาจมีบทบาทในการเพิ่มหรือลดสภาพคล่องทางการเงินในประเทศได้ เป็นการสะท้อนว่าเขาไม่เข้าใจการทำงานบนระบบการเงิน ไม่เข้าใจตลาดพันธบัตร

.

และเมื่อรวมเข้ากับการนำเสนอ G-Token ที่น่าสับสน ทำให้เราควรกลับมาตั้งคำถามว่า การชี้นำบนนโยบายเศรษฐกิจของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร มีหลักการที่แท้จริง มีความถูกและมีความผิดบนความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการเงินและเทคโนโลยีแค่ไหน เราสมควรให้เขาชี้นำจนถึงจุดไหนกันแน่

.

กล่าวโดยสรุป การใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการเงินเป็นเรื่องที่ดี และประเทศเราควรจะทำอย่างเร่งด่วนเพราะการเคลื่อนที่บนเทคโนโลยีในวันนี้เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ภาครัฐสมควรอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้ภาคเอกชนเติบโตบนเทคโนโลยีเหล่านี้ แล้วปรับตัวบทกฏหมายให้ส่งเสริมการเติบโต 

.

และหากรัฐบาลต้องการจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่เองก็สามารถทำได้ แต่ควรจะมีความชัดเจนว่าทำอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะถูกต้องเชิงวิสัยทัศน์ ถูกต้องเชิงกระบวนการ ถูกต้องเชิงเทคโนโลยี และถูกต้องเชิงกฏหมาย 

.

หากรัฐบาลทำทั้งหมดนี้อย่างถูกต้อง อุตสาหกรรมการเงินของประเทศไทยก็จะสามารถพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน