• Mei's Newsletter
  • Posts
  • Dollar VS วิกฤต : การเคลื่อนไหวของดอลล่าร์กับการเกิดวิกฤตบนตลาดหุ้น

Dollar VS วิกฤต : การเคลื่อนไหวของดอลล่าร์กับการเกิดวิกฤตบนตลาดหุ้น

Newsletter No.15 : 14Jul2025

Dollar VS วิกฤต : การเคลื่อนไหวของดอลล่าร์กับการเกิดวิกฤตบนตลาดหุ้น

กฏข้อที่ 1 ของการลงทุนสำหรับนักลงทุนรายย่อย คือ อย่าใช้ ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ มาใช้เพื่อตัดสินใจในการลงทุน 

ความน่าสับสนอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับข้อมูลข่าวสารในประเทศไทย คือ ความสับสนในข่าวสารข้อมูลระหว่างข่าวสารเชิงการสร้างความหวาดกลัว กับข่าวสารเชิง Macro ที่แท้จริงเพื่อการลงทุน หลายครั้ง narrative หรือ story บนตลาด แม้จะมีความจริงอยู่ในนั้น แต่วิธีการสื่อสารเพื่อขายข่าว กลับก่อให้เกิดทิศทางการลงทุนที่ผิดพลาดได้เพราะการกระตุ้นความหวาดกลัวบนจิตวิทยาการลงทุน 

.

เรื่องของดอลล่าร์ คือหนึ่งในเรื่องราวที่หลายสำนักข่าวชอบหยิบมาเขียน แต่มักสร้างความสับสนให้กับนักลงทุนเสมอ เพราะเวลาผู้คนได้รับฟังว่า ดอลล่าร์สูญเสียมูลค่า หรือดอลล่าร์อ่อนค่า มักพ่วงมากับความรู้สึกที่ว่าดอลล่าร์กำลังล่มสลาย ก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อการลงทุนบนสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้น ตามมา

.

ทีนี้ เราลองมาดูกันดีกว่า ว่าในอดีตที่ผ่านมา ในยามที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤตต่างๆ ดอลล่าร์ทำตัวอย่างไรบ้าง 

จากรูป ส่วนที่ไฮไลท์สีเทา คือช่วงที่เกิดเหตุการณ์วิกฤตทางการเงินต่างๆ ซึ่งหากสังเกตดู เราจะพบว่า ดอลล่ากำลังอยู่ในช่วงของการ ‘แข็งค่า’ ทุกครั้งที่เกิดสถานการณ์วิกฤติเกิดขึ้น 

.

หากขยายความให้เห็นภาพชัดๆ คือ โดยปกติแล้ว ก่อนการเกิดวิกฤตใดๆ ก็ตามในตลาด ตลาดมักจะอยู่ในสภาวะการ ‘ขยายตัว’ เมื่อมีการขยายตัวจนเกินความเป็นจริงจนสุดท้ายเกิดวิกฤตขึ้น ตลาดหุ้นก็จะถูกเทขาย เปลี่ยนจากตลาดกระทิงให้กลายเป็นตลาดหมี 

.

นี่แปลว่า เมื่อเราพิจารณาจากการเคลื่อนไหวของดอลล่าร์ต่อการ ‘ขยายตัว’ หรือ ‘หดตัว’ ของตลาด หากทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ดอลล่าร์เกิดการแข็งค่า นี่แปลว่า ก่อนหน้านั้น ตลาดมีการขยายตัวในระหว่างที่ดอลล่าร์อ่อนค่า จากนั้น ดอลล่าร์จะแข็งค่าขึ้นจนกระทั่งปริมาณดอลล่าร์ลดลงจนไม่สามารถขับดันการเติบโตของตลาดได้อีกต่อไป เมื่อขับดันไม่ได้ ก็ต้องพบกับการเทขาย วิกฤตในตลาดส่วนมากมาจากการเทขายในตลาดว่ารุนแรงและผันผวนแค่ไหน ซึ่งหลังจากปี 2008 ช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เป็นต้นมา ทุกวิกฤตจะถูกช่วยเหลือโดยธนาคารกลางสหรัฐและรัฐบาลสหรัฐเสมอ ซึ่งเมื่อเกิดการช่วยเหลือ นั่นหมายถึงปริมาณดอลล่าร์กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ดอลล่าร์กลับมาอ่อน ตลาดหุ้นจึงขยายตัวได้อีกครั้ง เมื่อตลาดหุ้นสหรัฐขยายตัว เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวด้วย ดอลล่าร์จะมีมูลค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินอื่นๆ อีกครั้ง เมื่อความต้องการดอลล่าร์มากขึ้น ปริมาณดอลล่าร์ลดลงจนไม่อาจผลักดันตลาดหุ้นได้ ตลาดหุ้นก็ถูกเทขายอีก กลายเป็นวัฐจักรที่วนเวียนกันไปแบบนี้ 

.

หรืออีกที เราสามารถอธิบายได้ว่า เพราะดอลล่าร์ถูกพิมพ์ออกมาตลอดเวลาที่เกิดเหตุผิดปกติกับตลาด ทำให้ดอลล่าร์จะมีมูลค่าที่ลดลงตามระยะเวลาที่ผ่านไป แต่การลดลงของมูลค่าบนดอลล่าร์ ไม่ได้หมายถึงการลดลงของมูลค่าบริษัทในตลาดหุ้น หรือมูลค่าบรรดาสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ ตรงข้าม การลดลงของมูลค่าบนดอลล่าร์ ทำให้มูลค่าบนสินค้าและบริการของบริษัทในตลาดหุ้น รวมทั้งมูลค่าทรัพยากรต่างๆ ของบริษัท มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ หลักการเดียวกันกับทองคำและบิทคอยน์ คือการลดมูลค่าของดอลล่าร์ทำให้ทองคำและบิทคอยน์มีแนวโน้มมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ นี่แปลว่า จะตลาดหุ้นก็ดี ทองคำก็ดี บิทคอยน์ก็ดี มักจะมี performance ที่ดีขึ้นในยามที่ดอลล่าร์อ่อน มากกว่าในยามที่ดอลล่าร์แข็ง 

.

แน่นอนว่ามันอาจจะมี performance ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสินทรัพย์เสี่ยง แต่โดยรวมแล้ว การอ่อนค่าของดอลล่าร์ไม่ใช่การแตกสลายของระบบดอลล่าร์ แต่เป็นสร้างความมั่นใจให้กับตลาดและเศรษฐกิจโลกว่า ในฐานะของ Medium of Exchange หรือ สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ที่สำคัญที่สุด ดอลล่าร์จะมีมากพอเพื่อเป็นเครื่องมือให้กับโลกนี้ได้ใช้ ดังนั้น อย่าหวาดกลัวที่จะใช้ดอลล่าร์ในฐานะสื่อกลาง แต่จงใช้มันต่อไปเรื่อยๆ เพราะเครื่องมือนี้จะไม่มีปัญหาตราบเท่าที่ได้รับการดูแลจากธนาคารกลางสหรัฐและรัฐบาลสหรัฐ

.

การสร้างความมั่นใจนี้ว่าดอลล่าร์จะมีเพียงพอเสมอ ทำให้ดอลล่าร์กลับมาเป็นที่ต้องการอีกครั้งแม้ดอลล่าร์จะอ่อนค่าลงและมีมูลค่าที่ลดลง

.

กลับมาที่ดอลล่าร์ในวันนี้ ช่วงที่ผ่านมา ดอลล่าร์อ่อนค่าลงมาตลอด และเราก็ได้เห็นตลาดหุ้นสหรัฐกลับมาทำจุดสูงสุด แต่นับจากนี้ไปในช่วงครึ่งปีหลัง จะค่อนข้างน่าท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความพูดกลับไปกลับมาของโดนัลด์ ทรัมพ์ ต่อนโยบายกำแพงภาษี 

.

ซึ่งหากเราตัดเรื่องราวของนโยบายกำแพงภาษีทิ้งไป และโฟกัสเฉพาะการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในตลาด จะทำให้เรามีกลยุทธ์ในการลงทุนได้ดีกว่าการฟังข่าวรายวันที่กลับไปกลับมาไม่มีที่สิ้นสุด

จากกราฟการเคลื่อนไหวของดอลล่าร์ ในขณะนี้จะเห็นได้ว่าดอลล่าร์เริ่มแข็งค่าขึ้น แต่เรายังไม่รู้ว่าดอลล่าร์จะแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรง หรือดอลล่าร์จะกลับมาอ่อนค่าเพิ่มขึ้น แต่ความน่าประหลาดของสหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลทรัมพ์คือ สุดท้ายตลาดหุ้นจะได้รับการดูแลเสมอ แน่นอนว่าความจริงตลาดที่ถูกดูแลก่อนตลาดหุ้นคือตลาดพันธบัตร แม้ในขณะนี้พันธบัตรสหรัฐจะมีลักษณะเป็นตลาดหมีมาตั้งแต่ปี 2022 ที่อัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐปรับตัวขึ้น แต่เพราะการเป็นตลาดหมีของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทำให้ทั้ง Fed รวมถึงกระทรวงการคลังของสหรัฐต้องระมัดระวังในการดูแลตลาดพันธบัตรที่เป็นหัวใจของระบบการเงินโลก ความระมัดระวังนี้ เราสามารถแปลความได้อีกอย่างว่า ตลาดจะได้รับความช่วยเหลืออย่างแน่นอน เหมือนช่วงที่ผ่านมาที่ตลาดหุ้นถูกเทขายเพราะนโยบายกำแพงภาษีที่โหดเกินไป จนสุดท้าย ทรัมพ์ต้องผ่อนแรงต่อนโยบายภาษีลงมา 

.

ดังนั้น ในขณะนี้ ตลาดอาจจะเกิดความผันผวนได้เสมอเพราะเรื่องราวที่ไม่แน่นอนบนนโยบายของทรัมพ์ แต่ถ้าดอลล่าร์ยังคงอ่อนค่าลง นั่นหมายถึงประเทศอื่นๆ จะสามารถ ‘ปั๊ม’ เงินเพื่อต่อสู้กับเศรษฐกิจที่จะหดตัวลงจากนโยบายภาษี โดยไม่ต้องมีความกังวลว่าค่าเงินตัวเองจะสูญเสียมูลค่าเมื่อเทียบกับดอลล่าร์มากนัก แปลว่า ท่ามกลางความหวาดกลัวบนนโยบายภาษี แต่ในตลาดหุ้น สุดท้ายเราจะเห็น financial condition ที่ผ่อนคลายลง และหุ้นสามารถกลับมาขึ้นได้อีกครั้ง 

.

แต่หากตลาดผันผวนจนทำให้ดอลล่าร์แข็งค่าขึ้นกระทันหัน ตลาดอาจต้องเผชิญกับการเทขายที่รวดเร็วและรุนแรงกว่า ถ้าเป็นกรณีนี้ เรามีโอกาสสูงที่จะได้เห็นนโยบายภาษีที่ผ่อนคลายลงอีกครั้งเหมือนรอบที่แล้ว รวมทั้ง Fed อาจจะต้องลดอัตราดอกเบี้ยและมีนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายกว่าเดิม เพราะตลาดพันธบัตรที่อาจจะเกิดปัญหาเพราะการขายพันธบัตรสหรัฐที่ทำได้ยากขึ้นอันสืบเนื่องจากนโยบายภาษีของทรัมพ์ 

.

กล่าวโดยสรุปคือ ตลาดในวันนี้จะผันผวนแค่ไหนก็ช่าง แต่การอ่อนค่าลงของดอลล่าร์ในช่วงที่ผ่านมาส่งผลบวกต่อการปรับตัวขึ้นของทรัพย์สินเสี่ยงต่างๆ เป็นอย่างมาก และตราบใดที่ทรัมพ์ยังอยู่ในอำนาจ ทิศทางของนโยบายทั้งการเงินและการคลังนั้นชัดเจน คือต้องการผ่อนคลายนโยบายการเงิน รวมทั้งสร้างหนี้เพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐท่ามกลางนโยบายกำแพงภาษีที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ในทุกๆ วัน

.

ตราบใดที่ดอลล่าร์ไม่เปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง สินทรัพย์เสี่ยงในตลาด ไม่ว่าจะเป็นหุ้นสหรัฐ ทองคำ และบิทคอยน์ ก็ยังคงสามารถขยายตัวต่อไปได้แม้จะผันผวนไปบ้างก็ตาม จนกระทั่งดอลล่าร์กลายเป็นขาขึ้นจนทำให้ปริมาณดอลล่าร์ในระบบหดตัวลงและไม่สามารถขับดันราคาสินทรัพย์เสี่ยงให้ขึ้นต่อไปได้ ตราบนั้น เราก็ยังสามารถ ‘Risk on’ ต่อไปได้ 

.

คำเตือน

การวิเคราะห์และข้อเสนอแนะที่นำเสนอเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ก่อนตัดสินใจลงทุน โปรดปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินมืออาชีพเพื่อคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์เฉพาะของคุณ