• Mei's Newsletter
  • Posts
  • ท่ามกลางการข่าวสงคราม อิหร่าน-อิสราเอล-อิรัก เราควร ‘Buy the dip’ หรือควร ‘หนีไป’

ท่ามกลางการข่าวสงคราม อิหร่าน-อิสราเอล-อิรัก เราควร ‘Buy the dip’ หรือควร ‘หนีไป’

Newsletter No.11 : 23Jun2025

ท่ามกลางการข่าวสงคราม อิหร่าน-อิสราเอล-อิรัก เราควร ‘Buy the dip’ หรือควร ‘หนีไป’

.

บอกเลยว่าพาดหัวแบบนี้ แต่เอาเข้าจริงเราเองไม่อาจฟันธง 100% ได้ ว่าท่ามกลางข่าวความไม่สงบของโลกใบนี้ที่ตอนนี้ดูจะร้อนแรงเป็นพิเศษ เหตุการณ์นี้จะกระทบกับการลงทุนมากน้อยแค่ไหน และเพราะบทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อช่วยใครตัดสินใจลงทุน แต่เป็นบทความที่นำเสนอความคิดเห็นส่วนตัวเพื่อเพื่อให้ข้อมูล ความรู้ และความบันเทิง ที่เกี่ยวกับการลงทุน จึงขออนุญาติกล่าวเคลมไว้ก่อนเลยว่าทั้งหมดที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นเพียงมุมมองหนึ่งที่มีต่อการลงทุนบนโลกใบนี้ในขณะนี้เท่านั้น 

.

ส่วนตัวแล้ว หากเรามองที่การลงทุน เรามีความเห็นว่าในทุนครั้งที่โลกเรามีอีเวนท์พิเศษอย่างเรื่องสงคราม โดยมากเรื่องราวมักจะไม่ค่อยยืดเยื้อ…. ไม่ใช่ว่าสงครามไม่ยืดเยื้อและจบลงอย่างรวดเร็ว แต่เป็น ‘ความสนใจของตลาด’ มักไม่อยู่ยาวนาน ข่าวสงครามมักทำให้ตลาดมีความตื่นตระหนกมากกว่าที่ควรจะเป็นในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะค่อยๆ สงบลงในเวลาถัดมา และเมื่อตลาดสงบ ตลาดจะเปลี่ยนที่ไปโฟกัสเรื่องอื่นแทนที่เรื่องของสงคราม เช่นกลับไปโฟกัสที่เรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เป็นต้น

.

เพราะเหตุนี้ โดยมากเรามองอีเวนท์พิเศษเหล่านี้เป็นโอกาสในการซื้อ ตราบใดที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตขึ้น ตราบใดที่ปริมาณเงินยังคงมีสภาพคล่องที่ดี ตราบนั้น ตลาดหุ้นก็จะฟื้นตัวกลับมาหลังความหวาดกลัวบนอีเวนท์พิเศษหายไป เพียงแต่ในช่วงที่ตลาดผันผวนและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว มันเป็นช่วงเวลาที่ต้องอาศัยความแข็งแกร่งของจิตใจในการ ‘Buy the Dip’ มาก เพราะเราไม่รู้ว่าตลาดจะถูกเทขายไปยาวนานและลึกแค่ไหน กว่าที่ความหวาดกลัวนั้นจะหายไปจนตลาดเกิดการฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง

.

ทีนี้เรามาดูกันดีกว่า ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐจะแข็งแรงจนเงินต้องไหลเข้าตลาดหุ้นสหรัฐเพิ่มขึ้นในอนาคตหรือไม่ แม้ว่าโลกเราจะยังคงมีประเด็นปัญหาเรื่องของสงครามกันอยู่

.

ก่อนอื่น อยากจะบอกว่า แม้หลายสำนักข่าวจะพูดว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเข้าสู่ยุคเติบโตต่ำ หรือหลายสำนักให้คำจำกัดความว่าเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ช่วง Soft Landing แต่จากข้อมูลที่เราได้อ่านมา ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจไม่มีช่วง Soft Landing อีกต่อไป แน่นอนว่าตลาดหุ้นสหรัฐอาจมีความผันผวนหนักอันสืบเนื่องจากการขาดแคลนสภาพคล่องในระบบการเงินอย่างกระทันหันได้ อย่างเช่นก่อนหน้านี้ที่เกิดเหตุ Unwind Yen Carry Trade เป็นต้น ถามว่าในอนาคตอาจมีเหตุที่จู่ๆ เงินเหือดไปกระทันหันแบบไม่ตั้งตัวได้หรือไม่ คำตอบคือ อาจมีเหตุไม่ปกติเกิดขึ้นได้จริงๆ แต่เพราะมันเป็นความเสี่ยงแนวเสี่ยงเชิงระบบที่จู่ๆ ระบบท่อเงินเกิดอาการรวน ทำให้โดยมากธนาคารกลางจะเป็นผู้เข้ามาแก้ไข ซึ่งจากที่ผ่านมา ตลาดมักจะตื่นตะหนกอยู่ไม่นาน เมื่อธนาคารกลางเข้ามาแก้ไขจนระบบท่อเงินกลับมามีเงินหล่อเลี้ยงเป็นปกติ เราจะเห็นตลาดกลับมาเป็นปกติเช่นกัน หากย้อนกลับไปตอนเกิดเหตุ Unwind Yen Carry Trade ก็เป็นประมาณนี้ คือตลาดรวนอยู่วันสองวัน จากนั้นกลับมาเคลื่อนไหวเป็นปกติราวกับไม่เคยเกิดเหตุอะไรขึ้นอย่างไรอย่างนั้น 

.

เพราะเหตุนี้ หากไม่นับเรื่องความเสี่ยงเชิงระบบที่เราไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่นับเฉพาะเรื่องเหตุปัจจัยปกติที่จะเกื้อหนุนหุ้นสหรัฐแล้วล่ะก็​ ตอนนี้เริ่มมีข้อมูลจากหลายเจ้าว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะกลับมาเติบโตมากกว่าที่หลายคนคิด 

.

เหตุปัจจัยที่สำคัญในตอนนี้ที่ทำให้ข้อมูลเริ่มเปลี่ยนทิศทางมาจากการอ่อนค่าของดอลล่าร์ ซึ่งอ่อนค่าอย่างมีนัยยะสำคัญมาตั้งแต่ทรัมพ์เข้ารับตำแหน่ง ซึ่งจากข้อมูลพบว่า เมื่อเทียบกับตอนที่ทรัมพ์เป็นประธานาธิบดีครั้งแรก มุมมองของทรัมพ์ที่มีต่อดอลล่าร์ยังคงเหมือนเดิม นั่นคือทรัมพ์ต้องการให้ดอลล่าร์อ่อนค่าลง และในช่วงที่ทรัมพ์เป็นประธานาธิบดี ก็สามารถทำให้ดอลล่าร์อ่อนค่าลงได้อย่างใจหมาย ทั้งสมัยทรัมพ์1 และ ทรัมพ์2

เมื่อดอลล่าร์อ่อนค่า วัฐจักรเศรษฐกิจจะเปลี่ยนกลับมาเป็นขาขึ้น เพราะดอลล่าร์อ่อนค่าย่อมหมายถึงปริมาณเงินกระดาษบน Dollar Standard นั้นเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจเกิดอาการถูกกระตุ้น และวัฐจักรเศรษฐกิจมักจะเป็นขาขึ้นในยามที่ดอลล่าร์อ่อนค่า จากรูปด้านล่าง ISM คือดัชนีภาคการผลิต เมื่อดอลล่าร์อ่อนค่า ISM ก็จะมีแนวโน้มเติบโตตามดอลล่าร์ที่อ่อนค่า

ไม่ใช่แค่ภาคการผลิต แต่ภาคบริการเองก็เติบโตตามดอลล่าร์ที่อ่อนค่าลงเช่นกัน

อีกหนึ่งกราฟที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือตัวเลข Economic Surprise Index กับ ดอลล่าร์ หากเราลองดูความสัมพันธ์ระหว่างกราฟสองเส้นนี้ เราจะเห็นทิศทางความสัมพันธ์ที่ไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือยามที่ดอลล่าร์อ่อนค่าลง ดัชนีความ ‘ประหลาดใจ’ จะไปในทิศทาง ประหลาดใจในแง่ดี หรือพูดง่ายๆ ว่าหากดัชนีนี้เป็นบวกมากขึ้น นั่นหมายถึงผู้คนรู้สึกประหลาดในที่เศรษฐกิจดีกว่าที่คิดเอาไว้นั่นเอง

จากกราฟด้านบน ตอนนี้ Economic Surprise ยังไม่กลับขึ้นไปในทิศทางเดียวกันกับการอ่อนค่าของดอลล่าร์ หากความสัมพันธ์นี้ยังคงเป็นไปในรูปแบบเดิม นั่นหมายถึงเดี๋ยวเราจะได้เห็นดัชนี Economic Surprise นี้ปรับทิศทางจากขาลงเป็นขาขึ้น นั่นหมายถึงเศรษฐกิจสหรัฐจะดีกว่าที่หลายๆ คนคิดไว้นั่นเอง 

.

หากเศรษฐกิจสหรัฐดีกว่าที่หลายคนคิดไว้ แปลว่าตัวเลข GDP ของสหรัฐอเมริกากำลังถูกคาดการณ์ต่ำกว่าที่คิดหรือไม่ ???? 

นอกจากญี่ปุ่นที่มีนโยบายทางการเงินที่แข็งกร้าวกว่าธนาคารกลางอื่นๆ ตัวเลข GDP ของประเทศอังกฤษและประเทศกลุ่มยุโรปล้วนมี GDP ที่ผงกหัวขึ้นชันกว่าสหรัฐอเมริกา หรือแปลว่าการขยายตัวของ GDP ฟากประเทศยุโรปถูกคาดว่าจะขยายตัวได้ดีกว่าสหรัฐ 

.

แต่หากดัชนี Economic Surprise ของสหรัฐกลายเป็นขาขึ้น เราอาจได้เห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ชันเท่า หรือชันกว่า ?? กลุ่มประเทศยุโรปหรือเปล่านะ ?? เพราะหากเรามองจากนโยบายฟาก Fiscal Policy หรือนโยบายการคลังของสหรัฐที่เพิ่งผ่านงบ Big Beautiful Bill มา เศรษฐกิจสหรัฐที่ถูกกระตุ้นด้วยงบประมาณขนาดใหญ่ ก็น่าจะเกิดการขยายตัวเช่นเดียวกับฟากยุโรปที่มีนโยบายการคลังที่ใช้เงินเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

.

แน่นอน หลายคนกังวลว่าสงครามอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐ ตอนนี้จะทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จนกระทบเงินเฟ้อ และกระทบชิ่งไปยังเศรษฐกิจที่จะเติบโตได้จำกัดมากขึ้นเพราะต้นทุนที่สูงขึ้น แต่เราไม่อาจบอกได้อย่างชัดเจนว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเพราะผลกระทบจากสงครามนั้นจะสูงขึ้นไปได้นานแค่ไหน จะสูงขึ้นหนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน หรือสูงไปเรื่อยๆ เป็นปี ??? ดังนั้น เรื่องราคาน้ำมันจึงเป็นปัจจัยที่คาดเดายาก ในขณะที่การใช้จ่ายเงินขนาดใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐกลับเป็นเรื่องที่แน่นอนพอสมควรจากการที่ร่างงบประมาณผ่านกฏหมายไปแล้ว ยังไม่นับว่าการที่สหรัฐมีเอี่ยวกับสงคราม อิหร่าน-อิสราเอล นั่นคือการใช้งบประมาณทางทหารที่เพิ่มขึ้น คือการ ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ’ ผ่านงบกลาโหมของสหรัฐ 

.

สรุปแล้ว แม้โลกเราจะอยู่ในช่วงที่มีความขัดแย้งถึงขั้นทำสงคราม แต่ก็ไม่แน่ว่าตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในทิศทางที่เป็นขาลง เพราะสุดท้าย บนโครงสร้างทางการเงินและเศรษฐกิจ จากข้อมูลต่างๆ ที่นำเสนอมาข้างต้นก็ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะมีโอกาสไปต่อ ดังนั้น สำหรับนักลงทุนควรบริโภคข้อมูลหลายๆ ด้าน ก่อนทำการตัดสินใจค่ะ