• Mei's Newsletter
  • Posts
  • การเชียร์ลงทุนกองตราสารหนี้ในปีนี้ (2025) มีโอกาสกําไรจริงอย่างที่ถูกเชียร์จริงหรือไม่ ???

การเชียร์ลงทุนกองตราสารหนี้ในปีนี้ (2025) มีโอกาสกําไรจริงอย่างที่ถูกเชียร์จริงหรือไม่ ???

Newsletter No.9 : 20Jun2025

การเชียร์ลงทุนกองตราสารหนี้ในปีนี้ (2025) มีโอกาสกำไรจริงอย่างที่ถูกเชียร์จริงหรือไม่ ???

.

ใครที่ต้องซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี หรือใครที่มองหาการลงทุนเพราะไม่ต้องการถือเงินสดจนล้นมือมากเกินไป จะพบว่า ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ กองทุนที่ได้รับความนิยมอย่างสูง คือกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศไทย

.

ย้ำอีกครั้ง ว่าเป็นกองทุนที่ลงในตราสารหนี้ ‘ประเทศไทย’ 

.

แต่มาในปีนี้ หลังจากที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐวิ่งขึ้นไปที่ 4.5% ในพันธบัตรอายุ 10 ปี บางหลักทรัพย์ก็เริ่มมีมุมมองที่เป็นบวกต่อราคาพันธบัตรมากขึ้นเพราะคิดว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐน่าจะต้องเริ่มเป็นขาลงแล้วเช่นกัน

.

ใครที่ไม่คุ้นเคยกับตลาดตราสารหนี้ หรือตลาดพันธบัตร อ่านแล้วก็ยังอาจจะงงอยู่ สิ่งที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจเวลาลงทุนในพันธบัตรในรูปแบบของกองทุน คือกองทุนนั้นจะต้องมีการคำนวนราคาให้เป็นปัจจุบันในทุกๆ วัน หรือที่ในวงการการลงทุนเรียกว่า ‘Mark to Market’ ดังนั้น กองทุนพันธบัตรก็จะต้องถูกคำนวนราคาให้เป็นปัจจุบันเช่นกัน ทำให้กองทุนพันธบัตร โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวมีราคาที่ผันผวนเช่นกัน อย่าเข้าใจผิดว่าการลงทุนในพันธบัตรที่ว่ากันว่ามีความเสี่ยงต่ำ จะไม่มีการผันผวนของราคา ตราบใดที่มีการคำนวนราคาตามราคาตลาด นั่นแปลว่าเราสามารถทำกำไร หรือสามารถขาดทุน จากราคาที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกๆ วันได้เช่นกัน 

.

ยกเว้นใครที่ลงทุนแบบซื้อพันธบัตรจริงๆ จึงจะถือว่ามีความเสี่ยงที่ต่ำ เพราะผู้ถือพันธบัตรจริงสามารถถือจนพันธบัตรถึงอายุครบไถ่ถอน แล้วนำไปไถ่ถอนนำเงินต้นออกมา ได้เงินต้นครบพร้อมดอกเบี้ย ตราบใดที่ผู้ออกพันธบัตรไม่เบี้ยวหนี้ หรือไม่ ‘Default’ ตราบนั้นนักลงทุนก็นับว่าปลอดภัยเพราะไม่ต้องมานั่งลุ้นการเคลื่อนไหวของราคาพันธบัตรในแต่ละวัน 

.

ทีนี้ เรามาทำความเข้าใจเรื่องราคาพันธบัตรกันอีกครั้งสำหรับคนที่อาจไม่คุ้นเคยเรื่องนี้

.

ราคาของพันธบัตรจะเปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง หากอัตราดอกเบี้ยขึ้น ราคาของพันธบัตรจะลดลง ในทางกลับกัน หากอัตราดอกเบี้ยลง ราคาของพันธบัตรจะขึ้น 

.

เหตุและผลเบื้องหลังไดนามิกระหว่างอัตราดอกเบี้ยและราคาพันธบัตรคือ หากอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น พันธบัตรชุดใหม่ที่ออกมาย่อมได้รับความสนใจมากกว่าเพราะอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ส่วนพันธบัตรชุดเก่าย่อมไม่มีใครสนใจและมีความต้องการขายพันธบัตรชุดเก่าเพิ่มขึ้นเพื่อเปลี่ยนมาซื้อพันธบัตรชุดใหม่ ทำให้ราคาพันธบัตรจะลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยขึ้น ในขณะที่หากอัตราดอกเบี้ยลดลง นี่จะทำให้ความต้องการพันธบัตรชุดเก่านั้นมากขึ้น เพราะหากซื้อพันธบัตรชุดใหม่ นักลงทุนย่อมได้ผลตอบแทนที่ลดลง ทำให้ราคาของพันธบัตรที่ออกมาแล้วมีราคาเพิ่มขึ้น 

.

เพราะเหตุนี้ ในตลาดรองซึ่งเป็นที่ซื้อขายพันธบัตรมือสอง หากอัตราดอกเบี้ยขึ้น ราคาพันธบัตรจะลด และหากอัตราดอกเบี้ยลด ราคาพันธบัตรจะขึ้น นั่นเอง หากเข้าใจเรื่องนี้ ก็จะเข้าใจเรื่องการขึ้นลงของราคากองทุนพันธบัตรที่ต้องมีการคำนวนราคาทุกวันตามราคาตลาดไปด้วย 

.

ดังนั้น กลับมาที่กองทุนตราสารหนี้ เราจะพบว่าตั้งแต่ปีที่แล้ว กองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในประเทศไทยมีผลตอบแทนที่ดีมาจนกระทั่งถึงปีนี้ บรรดาบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหลายก็ยังคงเชียร์กองทุนตราสารหนี้ในประเทศไทยต่อไป เพราะหลักๆ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของประเทศไทยมีแนวโน้มที่ลดลง ทุกคนล้วนฟันธงว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องลดอัตราดอกเบี้ยลงเพราะสภาวะเงินเฟ้อที่ลดลงจนเข้าขั้นเงินฝืด และหากเราลองไปดูอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลประเทศไทยอายุ 10 ปีในช่วงปีที่ผ่านมา มันชัดเจนว่าอัตราดอกเบี้ยเราอยู่ในขาลงมาโดยตลอด สะท้อนมุมมองของนักลงทุนที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยนั้นกำลังย่ำแย่อย่างแท้จริง เพราะไม่อาจสร้างการเติบโต และสะท้อนออกมาบนตัวเลขเงินเฟ้อได้

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมแต่ละหลักทรัพย์ถึงพากันเชียร์ให้ลงทุนในพันธบัตรไทย ตราบใดที่เรายังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายทางว่าประเทศเราจะเติบโตได้จากปัจจัยใด การลงทุนในกองทุนพันธบัตรของไทยดูจะเป็นแสงสว่างของการลงทุนในประเทศไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหุ้นที่ดัชนีปรับตัวลดลงมาตลอดทั้งปีเช่นกัน 

.

อย่างไรก็ดี แม้ผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้ในประเทศไทยดูจะเป็นความหวัง ดูเป็นที่พักเงิน ดูเป็นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่เมื่อเรามองไปยังการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ ระดับความปลอดภัยในการลงทุนกลับเป็นคนละเรื่องอย่างสิ้นเชิง 

.

นี่คือภาพรวมของราคากองทุน ETF ที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ได้รับความนิยมที่สุดในตลาด มีชื่อว่ากอง TLT ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ราคาของกองนี้ก็ลดลงมาตลอดตามนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed 

หากซูมเข้าไปดูให้ใกล้ขึ้น ช่วงครึ่งหลังของปี 2024 มาจนถึงตอนนี้ก็ราคาลดลงเช่นกัน 

.

คำถามที่น่าสนใจจึงเป็น แล้วตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจะเคลื่อนไหวอย่างไรนะ ??? 

.

แต่ที่แน่ๆ เราไม่สามารถใช้การเคลื่อนไหวของตลาดพันธบัตรบ้านเรามาใช้เป็นเหตุผลอ้างอิงได้ว่าตลาดพันธบัตรสหรัฐจะทำตัวเหมือนกัน เพราะในปีที่ผ่านก็ชัดเจนว่าราคาพันธบัตรสหรัฐกับพันธบัตรประเทศไทยไม่ได้เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน หรือจะใช้เหตุผลเรื่อง ‘ความปลอดภัย’ มาใช้อ้างอิงว่าเราควรลงทุนในพันธบัตรสหรัฐเพราะมันปลอดภัย (???) แบบนี้ก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะอย่างที่เห็นว่าราคาพันธบัตรนั้นลดลงมาตลอดตั้งแต่ปี 2020 เท่ากับว่าการลงทุนในกองทุนพันธบัตรเองก็มีความเสี่ยงไม่แพ้การลงทุนในทรัพย์สินเสี่ยงอื่นๆ เช่นกัน 

.

แล้วเหตุผลอะไรที่จะทำให้พันธบัตรสหรัฐน่าสนใจ ??

.

การลงทุนใน ‘กองทุน’ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจะน่าสนใจก็ต่อเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดจะต้องเริ่มกลับเป็นขาลง ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ทำให้บางหลักทรัพย์มีมุมมองที่ดีขึ้นต่อการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เพราะมีบทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสหรัฐในลักษณะของ ‘Soft Landing’ หรือก็คือการที่เศรษฐกิจสหรัฐมีการเติบโตที่ลดลง แต่ไม่ถึงขนาดหดตัวอย่างรุนแรง แต่อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจสหรัฐมีตัวเลข GDP ลดลง และจากตัวเลขเงินเฟ้อในเวลานี้ตลาดมองว่าเฟ้อน้อยกว่าที่คาด ทำให้บางหลักทรัพย์มองว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอาจจะต้องปรับลดลง และ Fed เองน่าจะต้องลดอัตราดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน

.

แล้วมีโอกาสหรือไม่ ที่อัตราดอกเบี้ยจะลดลงจริงๆ อย่างที่บางหลักทรัพย์มองว่ากองทุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเป็นโอกาสการลงทุนในตอนนี้ ??

.

แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดจะลดลง แต่ความเป็นไปได้นั้นแฝงมาด้วยความเสี่ยงที่ฟันธงไม่ขาด ว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจะลดลงได้แค่ไหน ในระยะเวลาเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐจะสูงขึ้นในระยะยาว มีความเป็นไปได้ไม่น้อยเลยที่อัตราดอกเบี้ยจะยังคงปรับขึ้นต่อ นักวิเคราะห์ต่างชาติชื่อดัง Jim Bianco มีความเห็นว่าการจะได้เห็นอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ขึ้นไปถึง 5% มีความเป็นไปได้ที่สูง และเขายังมีความเห็นด้วยว่าอัตราดอกเบี้ย 5% นับว่าปกติมากๆ เมื่อเทียบกับหนี้จำนวนมากของสหรัฐในวันนี้ไปจนถึงอนาคต เมื่อสหรัฐมีหนี้จำนวนมา และกำลังจะก่อหนี้จำนวนมาก นั่นทำให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนพันธบัตรที่มากขึ้นเพื่อให้สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่มีมากขึ้นเช่นกัน 

.

เราสามารถพูดได้ว่า แม้กองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจะมีระดับความเสี่ยงที่ต่ำกว่ากองทุนประเภทหุ้นและทองคำ และหลายครั้งหลายคนใช้ระดับความเสี่ยงนี้ในการตัดสินใจลงทุนเพื่อหวังว่า หากลงทุนในกองที่มีความเสี่ยงต่ำ อาจจะไม่ต้องกังวลถึงการขาดทุนมากเท่ากับการลงทุนในกองที่มีความเสี่ยงสูง แต่ความเป็นจริงคือ การลงทุนในสนามจริงนั้น จะเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย หลายครั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวของหลักทรัพย์ที่ลง แต่กลับขึ้นอยู่กับ ‘context’ หรือขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมของตลาด ว่าในแต่ละช่วงแต่ละตอน มีปัจจัยที่สนับสนุนหลักทรัพย์ตัวไหน และไม่สนับสนุนหลักทรัพย์ตัวไหน

.

อย่างในช่วงเวลานี้ สภาวะแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ดูจะไม่ได้สนับสนุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเท่าที่ควร ในสภาวะที่ยังคงมีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อที่มาจากนโยบายภาษี รวมไปถึงการใช้นโยบายงบประมาณขาดดุลมหาศาลของรัฐบาลสหรัฐในอนาคต ทั้งหมดนั้นทำให้เงินเฟ้อกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนกังวล โดยเฉพาะ Fed เองก็พูดชัดเจนว่ากังวลเรื่องเงินเฟ้อเช่นกัน จนกลายเป็นว่าที่ Fed ไม่ผ่อนคลายทางการเงินมากกว่านี้ก็เพราะห่วงเรื่องเงินเฟ้อนั่นแหละ !! 

.

ดังนั้น ใครที่ถูกเชียร์ให้ซื้อกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่สหรัฐอเมริกา อาจจะต้องคิดใคร่ครวญให้หนัก

.

ส่วนกองทุนตราสารหนี้ของไทย เรื่องที่ต้องติดตามคือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลจำนวน 1.57 ล้านบาท ที่ยังไม่รู้ว่าเงินนี้จะถูกใช้กับโครงการอะไรบ้าง และแต่ละโครงการที่จะได้เงินไปใช้ จะสามารถสร้างการเจริญเติบโตได้จริงหรือไม่ 

.

หากการกระตุ้นนี้ของรัฐบาลได้ผลก็อาจช่วยให้ GDP บ้านเรากระเตื้องขึ้น รวมไปถึงอัตราเงินเฟ้อด้วย และนี่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรบ้านเราเริ่มมีความผันผวนขึ้นบ้าง แต่หากกระตุ้นไม่ได้ผล ผลตอบแทนในกองทุนตราสารหนี้บ้านเราก็ยังคงน่าสนใจกันต่อไปยาวๆ กันอีกปี