- Mei's Newsletter
- Posts
- การปฏิวัติระเบียบการเงินโลก: โอกาสและความเสี่ยงสําหรับนักลงทุนในยุคทรัมป์ 2.0
การปฏิวัติระเบียบการเงินโลก: โอกาสและความเสี่ยงสําหรับนักลงทุนในยุคทรัมป์ 2.0
การปฏิวัติระเบียบการเงินโลก: โอกาสและความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนในยุคทรัมป์ 2.0
บทความนี้เขียนโดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์ของ Julian Brigden เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่สอง การวิเคราะห์และข้อเสนอแนะที่นำเสนอมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น และไม่ควรถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ก่อนตัดสินใจลงทุน โปรดปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินมืออาชีพเพื่อคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์เฉพาะของคุณ
Julian Brigden’s profile : https://mi2partners.com/team-julian/
ยุคใหม่ของการปรับสมดุลการเงินโลกกำลังจะมาถึง
ลองจินตนาการว่าระเบียบการเงินโลกที่เรารู้จักและชินชามาเกือบ 50 ปี กำลังจะถูกเขย่าจนรากฐานสั่นคลอน ดอลลาร์สหรัฐที่เป็นเหมือน "กษัตริย์" ของสกุลเงินทั่วโลกอาจต้องสละบัลลังก์ ตลาดหุ้นอเมริกันที่เคยเป็น "แชมป์" มาอย่างยาวนานอาจต้องส่งมอบตำแหน่งให้ตลาดที่เคยถูกมองข้าม และการไหลเวียนของเงินทุนทั่วโลกอาจเปลี่ยนทิศทางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
นี่ไม่ใช่เรื่องนิยายวิทยาศาสตร์ แต่เป็นความเป็นไปได้ที่นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมรับมือในยุคทรัมป์ 2.0
ในบทความนี้ เราจะอาศัยมุมมองของ Julian Brigden นักวิเคราะห์การเงินชั้นนำ ในการเจาะลึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นกับโครงสร้างการเงินโลก และผลกระทบที่จะมีต่อกลยุทธ์การลงทุนในช่วงเวลาสำคัญนี้ บทความนี้จะเป็นเข็มทิศนำทางให้นักลงทุนที่ต้องการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น
ปัญหาที่รอการแก้ไข: การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ
ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องการปฏิวัติระเบียบการเงินโลก เราต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงนี้จึงอาจเกิดขึ้น และทำไมรัฐบาลทรัมป์ถึงมองว่าจำเป็นต้องทำ
เพราะบทบาทของดอลล่าร์ ซึ่งเป็นสกุลเงินของสหรัฐอเมริกา เป็นสกุลเงินที่เป็นเงินทุนสำรองของโลกนี้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ทำให้ที่ผ่านมา สหรัฐทำตัวเป็นผู้ส่งออกเงินดอลล่าร์เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศอื่นๆ บนโครงสร้างทางการเงินแบบนี้ ทำให้โดยธรรมชาติ สหรัฐจึงต้องมี ‘ทรัพย์สิน’ ที่อยู่ในสกุลเงินดอลล่าร์อย่างเพียงพอต่อความต้องการของต่างประเทศ และทรัพย์สินนั้นต้องมีความน่าเชื่อถือและมีสภาพคล่องมากเพียงพอ ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ นอกจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐแล้ว หุ้นสหรัฐก็ดี ตราสารภาคเอกชนก็ดี หรืออสังหาริมทรัพย์สหรัฐก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นทรัพย์สินในสกุลเงินดอลล่าร์ที่ต่างชาติสามารถเข้ามาถือครองได้ทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นิยมมากที่สุดก็หนีไม่พ้น พันธบัตรรัฐบาล
เมื่อโครงสร้างทางการเงินมีดอลล่าร์เป็นสกุลเงินหลักแบบนี้ เพื่อให้โครงสร้างทางการเงินมีความมั่นคง ดอลล่าร์จึงต้องมีสภาพคล่องที่มากเพียงพอ เมื่อมีความต้องการดอลล่าร์มาจากภายนอกสหรัฐ สหรัฐจึงต้องเพิ่มปริมาณการ ‘นำเข้า’ คือการนำสินค้าจากภายนอกสหรัฐเข้ามา แลกเปลี่ยนด้วยดอลล่าร์ออกไป ทำให้ดอลล่าร์ไปไหลเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลก เมื่อต่างชาติสะสมดอลล่าร์มากขึ้น ก็มีความต้องการที่จะเปลี่ยนดอลล่าร์ให้เป็นทรัพย์สินในสกุลเงินดอลล่าร์ นั่นก็คือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ รวมไปถึงหุ้นสหรัฐ ทำให้เราจะเห็นได้ว่า ประเทศใดก็ตามที่มีการส่งออกมากๆ และใช้ดอลล่าร์เป็นตัวกลางซื้อขาย จะจบที่ประเทศนั้นจะกลายเป็นประเทศที่มีการลงทุนในสหรัฐเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการมีพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐไว้ในครอบครอง
จากโครงสร้างแบบนี้ เมื่อเวลาผ่านไป ในวันนี้ จึงเกิดปัญหาเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (current account deficit) อย่างช่วยไม่ได้ เพราะสหรัฐฯ นำเข้าสินค้า บริการ และรายได้มากกว่าที่ส่งออก แต่การขาดดุลการค้านี้ ในอีกด้านหนึ่งกลับก่อให้เกิดการเข้าซื้อทรัพย์สินของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ก็ดี ตราสารทุนก็ดี หากต่างชาติซื้อตราสารหนี้ หรือพันธบัตรรัฐบาล นั่นคือต่างชาติลงทุนในฐานะ ‘เจ้าหนี้’ ของสหรัฐ หากซื้อตราสารทุน เท่ากับว่าต่างชาติกำลังเพิ่มสัดส่วนความเป็นเจ้าของในตลาดหุ้นของสหรัฐ
Julian Brigden เปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่าเป็นเหมือนการขาย "ทรัพย์สินของครอบครัว" ให้กับนักลงทุนต่างชาติ นี่หมายถึงการโอนความเป็นเจ้าของในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อกิจการผ่านหุ้น หรือการเพิ่มภาระหนี้สินของสหรัฐที่มีเจ้าหนี้เป็นชาวต่างชาติที่สามารถมีอิทธิพลต่อสหรัฐมากขึ้นในอนาคตในฐานะของเจ้าหนี้
สถานการณ์นี้นำไปสู่การขาดดุลการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิ (Net International Investment Position หรือ NIIP) ซึ่งแสดงถึงความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าของในต่างประเทศและสินทรัพย์ที่ต่างชาติเป็นเจ้าของในสหรัฐฯ Brigden ระบุว่าตัวเลขนี้ "ใกล้ 80% หรือมากกว่า 80% ของ GDP ของสหรัฐฯ" บ่งชี้ถึงปริมาณหนี้ที่ต่างชาติถือเป็นจำนวนมาก รวมถึงความเป็นเจ้าของในทรัพย์สินสหรัฐที่อยู่ในมือชาวต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้น
หากสถานการณ์นี้ดำเนินต่อไป เจ้าหนี้ต่างชาติอาจเริ่มตั้งคำถามถึงความมั่นคงในระยะยาวและ "ความดีของเงิน" ของดอลลาร์สหรัฐและหนี้สหรัฐฯ ซึ่งอาจคุกคามสถานะของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองของโลกและสถานะความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ได้ ซึ่งเมื่อไหร่สถานะสกุลเงินสำรอง และความน่าเชื่อถือในสถานะผู้นำของสหรัฐถูกตั้งคำถาม นั่นคือวันหายนะของสหรัฐอเมริกาทันทีเพราะ ‘ความเสี่ยง’ ที่ตลาดเคยคิดว่าไม่มีหากถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ จะกลายเป็น พันธบัตรสหรัฐมีความเสี่ยง ตลาดทั้งโลกจะเกิดการเทขายเพื่อลดความเสี่ยงในทันทีอย่างไม่มีข้อแม้
แผนการของทรัมป์: ปฏิวัติโครงสร้างการเงินโลก
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด รวมไปถึงปัญหาที่เกิดจากสหรัฐต้องผลิต ‘หนี้’ จนสหรัฐกลายเป็นประเทศที่มีการใช้จ่ายเกินตัว และจบที่การสร้างพันธบัตรรัฐบาลเพื่อขอกู้เพิ่มขึ้นอยู่ร่ำไป ตามโครงสร้างการเงินโลกที่มีดอลล่าร์เป็นศูนย์กลาง ดูเหมือนทรัมพ์จะต้องการปฏิวัติโครงสร้างการเงินโลกเพื่อให้ดอลล่าร์กลายมาเป็น ‘หนี่งในสกุลเงินที่สำคัญของโลก’ มากกว่าจะเป็น ‘สกุลเงินที่สำคัญที่สุดของโลก’ และวิธีการของทรัมพ์มีดังนี้
1. ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง (Weakening the Dollar)
ทรัมป์ได้แสดงความต้องการอย่างชัดเจนที่จะให้ดอลลาร์มีค่าอ่อนลงเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของการผลิตในสหรัฐฯ เขาได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อย่างเปิดเผยเกี่ยวกับนโยบายอัตราดอกเบี้ยสูงที่ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
Brigden คาดเดาว่ารัฐบาลทรัมป์อาจใช้การแทรกแซงในตลาดเงินตราต่างประเทศโดยตรง โดยกระทรวงการคลังอาจสั่งให้ Fed พิมพ์ดอลลาร์และขายในตลาด แล้วซื้อสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงทันที และเขาคาดการณ์ว่าดอลลาร์อาจลดลง 8% ในช่วงแรก โดยดัชนีดอลลาร์อาจลดลงจากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 105 เหลือ 97
และในระยะยาว เขาจะไม่รู้สึกตกใจเลยหากได้เห็นดอลลาร์ลดมูลค่าลงไป 40-50% ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยทีเดียว
2. การลดการขาดดุลการค้า (Reducing the Trade Deficit)
เป้าหมายนโยบายสำคัญคือการลดการขาดดุลการค้าที่เรื้อรังของสหรัฐฯ มาตรการที่จะบรรลุเป้าหมายนี้อาจรวมถึงการกำหนดภาษีสินค้าจากประเทศที่มีการค้าเกินดุล และอาจดำเนินการตามข้อตกลงการค้าทวิภาคี
การขึ้นภาษี 20% สำหรับจีน และ 25% สำหรับเม็กซิโกและแคนาดา รวมทั้งประเทศไทยที่กำลังมีโอกาสจะถูกปรับภาษีขึ้นเป็น 20% นั้น เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความพยายามนี้ Brigden อธิบายว่าภาษีไม่ใช่แค่เรื่องการค้า แต่เป็น "ไม้ตะบอง" ที่จะใช้บรรลุวัตถุประสงค์ทางนโยบายต่างๆ เช่น การบังคับให้ปรับค่าเงินให้แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ หรือแม้กระทั่งการบีบให้ประเทศต่างๆ ต้องเปลี่ยนมาถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 100 ปี ที่ไม่มีดอกเบี้ย เป็นต้น
นอกจากนี้ เขายังเตือนว่าภาษีมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่เงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะ stagflation (เงินเฟ้อสูงพร้อมกับการเติบโตช้า) และเป็นผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง เขาประมาณการว่าภาษี 8% อาจเพิ่มดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (core CPI) ขึ้น 1%
3. การไม่จูงใจการสะสมทุนสำรองต่างประเทศ (Disincentivizing Foreign Reserve Accumulation)
อาจมีการนำนโยบายมาใช้เพื่อไม่สนับสนุนให้ธนาคารกลางต่างประเทศและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติสะสมพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ นี่อาจเกี่ยวข้องกับการตัดทอนคูปองหรือกำหนดค่าธรรมเนียมการถือครองพันธบัตรรัฐบาล หรือพูดง่ายๆ ว่าพันธบัตรสหรัฐจะแพงขึ้น และมีผลตอบแทนที่ลดน้อยลง ซึ่งจะไม่ใช่เครื่องมือในการเก็บในฐานะเงินทุนสำรองอีกต่อไป
4. การแลกเปลี่ยนหนี้รัฐบาล (Treasury Debt Swap)
แนวคิดที่หัวรุนแรงกว่าที่มีการหารือคือการปรับโครงสร้างหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถือโดยต่างชาติ โดยการถือครองพันธบัตรเดิมที่มีอยู่ ซึ่งมีอายุสั้นกว่าและมีผลตอบแทนเป็นบวก อาจถูกแลกเปลี่ยนเป็นพันธบัตรอายุยาวที่ไม่มีดอกเบี้ย (zero-coupon bonds) ซึ่งถูก Brigden กล่าวว่านี่เป็น "การผิดนัดชำระหนี้ทางเทคนิค" เพราะสหรัฐจะไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยที่ควรจ่าย ทำให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินของสหรัฐลดลงอย่างมาก รวมทั้งยังสามารถยืดระยะเวลาการไถ่ถอนออกไปอย่างยาวนาน จากพันธบัตรที่สามารถไถ่ถอนคืนได้ใน 10-30 ปี กลายเป็นต้องไถ่ถอนคืนในระยะเวลา 100 ปี
5. การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Establishing a Sovereign Wealth Fund)
Brigden มองว่าการแทรกแซง FX ที่มุ่งทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงอาจนำไปสู่การสะสมเงินสำรองสกุลเงินต่างประเทศไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติสหรัฐฯ
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (ตามคำสั่งของกระทรวงการคลัง) อาจพิมพ์ดอลลาร์และขายในตลาด ซื้อสกุลเงินต่างประเทศ เช่น เยนและวอนเกาหลี สิ่งนี้จะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงพร้อมกับให้สหรัฐฯ สะสมสินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นพื้นฐานของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติสหรัฐฯ
หรือหากพูดให้ไม่น่าฟัง สิ่งที่สหรัฐอาจจะทำหากต้องการแทรกแซงดอลล่าร์ให้อ่อนค่าลงเป็นอย่างมาก คือการพิมพ์ดอลล่าร์ออกมาเพื่อซื้อเงินสกุลอื่น หรือการเพิ่มปริมาณดอลล่าร์ออกมาเป็นจำนวนมาก กดดันดอลล่าร์ให้อ่อนค่า ในขณะเดียวกัน ก็นำดอลล่าร์เหล่านี้มากว้านซื้อเงินสกุลอื่น เพิ่มความต้องการซื้อเงินสกุลอื่น ทำให้เงินสกุลอื่นต้องแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลล่าร์นั่นเอง
ผลกระทบของการปฏิวัติระเบียบการเงินโลก
หากการปฏิวัติระเบียบการเงินโลกเกิดขึ้นตามที่ Julian Brigden คาดการณ์ไว้ ผลกระทบต่อตลาดการเงินและโอกาสในการลงทุนจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง นี่คือวิธีที่นักลงทุนสามารถคาดหวังได้:
1. การหมุนเวียนของเงินทุนทั่วโลก: เงินไหลออกจากสหรัฐฯ
การรวมกันของนโยบายดอลลาร์อ่อนค่าและแรงจูงใจที่อาจเกิดขึ้นในการถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ อาจทำให้ชาวต่างชาติขายสินทรัพย์สหรัฐฯ ของตน รวมถึงหุ้นและพันธบัตร และส่งเงินทุนของตนกลับประเทศ ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่ายิ่งขึ้นไปอีก
Brigden กล่าวว่าวัฐจักรการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติเพื่อเข้าซื้อทรัพย์สินสหรัฐเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2014 นำไปสู่การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐอย่างต่อเนื่อง การไหลเข้านี้ถูกใช้เพื่อสนับสนุนการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ ตลอดมา แต่เมื่อมาถึงยุคของโดนัลด์ ทรัมพ์ ในสมัยที่ 2 หากโครงสร้างเกิดการเปลี่ยนแปลง จากวัฐจักรการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ จะกลายเป็นการไหลออกไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ แทน
2. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง: การสิ้นสุดของยุคทองอเมริกัน?
เมื่อเงินทุนต่างประเทศไหลออก ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งได้รับประโยชน์อย่างมากจากการไหลเข้าเหล่านี้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คาดว่าจะมีผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าตลาดระหว่างประเทศเช่นยุโรปและจีน
Brigden มีมุมมองที่เป็นลบเกี่ยวกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเชื่อว่าความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐบนมูลค่าที่ลดลงของดอลล่าร์นั้นมีเพิ่มขึ้น เขากล่าวว่าดอลลาร์ที่เริ่มอ่อนแอลงกำลังสร้างรอยร้าวในตลาดหุ้น การถือครองหุ้นสหรัฐฯ ของชาวต่างชาติกำลังมีแนวโน้มลดลงจากโครงสร้างที่กำลังเปลี่ยนไปและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลโดยตรงกับความอ่อนแอลงของตลาดหุ้นสหรัฐ
3. การหมุนเวียนขนาดใหญ่: สินทรัพย์ผู้แพ้อาจกลายเป็นผู้ชนะ
Brigden คาดการณ์ว่า การหมุนเวียนครั้งใหญ่ของราคาสินทรัพย์นั้น จะหมุนเวียนจาก ทรัพย์สินที่เคยมีผลตอบแทนที่ต่ำ จะกลายเป็นทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนสูง ในขณะที่ทรัพย์สินที่เคยให้ผลตอบแทนสูง จะกลายเป็นทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนต่ำ
เขาคาดหวัง "การหมุนเวียนขนาดยักษ์" ที่สินทรัพย์ที่มีผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เช่น หุ้นจีน หุ้นยุโรป ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ จะเอาชนะสินทรัพย์ที่เคยเฟื่องฟู เช่น หุ้นเทค และหุ้น Healthcare เป็นต้น ได้
เขายกตัวอย่างประวัติศาสตร์หลังข้อตกลง Plaza Accord และการสิ้นสุดของ Bretton Woods ซึ่งตลาดที่ไม่ใช่สหรัฐฯ มีการเติบโตมากกว่า S&P 500 เป็นอย่างมาก
4. ความท้าทายสำหรับนักลงทุนระยะยาว: ความผันผวนและความไม่แน่นอน
การคลายตัวของกระแสเงินทุนทั่วโลกและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบการเงินโลกจะสร้างความท้าทายและโอกาสใหม่สำหรับนักลงทุน ความผันผวนอาจเพิ่มขึ้นเมื่อตลาดปรับตัวตามสภาพแวดล้อมใหม่ และกลยุทธ์ที่เคยใช้ได้ผลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอาจเป็นกลยุทธ์ที่ผิดในอนาคต เขาให้แนวคิดว่านักลงทุนต้องพร้อมปรับตัวและตอบสนองต่อสถานการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคต
กลยุทธ์การลงทุนสำหรับโลกใหม่
เมื่อพิจารณาการหมุนเวียนที่อาจเกิดขึ้นและผลกระทบของนโยบายที่อาจเกิดขึ้นในยุคทรัมป์ 2.0 นี่คือกลยุทธ์การลงทุนที่อาจพิจารณา:
1. มองหาโอกาสในตลาดที่ใช่สหรัฐฯ
การลงทุนในตลาดยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนที่อาจได้รับประโยชน์จากดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงและการหมุนเวียนของเงินทุนทั่วโลก อาจให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ
2. ทบทวนการจัดสรรในสหรัฐฯ
นักลงทุนอาจต้องการพิจารณาการลดการจัดสรรในสินทรัพย์สหรัฐฯ โดยเฉพาะในภาคส่วนที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการคลายตัวของกระแสเงินทุนจากต่างประเทศ เช่น เทคโนโลยี และภาคส่วนที่พึ่งพาการนำเข้า
อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตในประเทศสหรัฐ อาจได้รับประโยชน์จากนโยบายทรัมป์ ดังนั้นจึงไม่ได้หมายความว่าหุ้นของสหรัฐทั้งหมดจะลงทุนไม่ได้อีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับภาคส่วนไหนของสหรัฐจะได้รับประโยชน์และเสียผลประโยชน์บนโครงสร้างใหม่นี้
3. เตรียมพร้อมสำหรับเงินเฟ้อ
ตามการวิเคราะห์ของ Brigden ภาษีและการอ่อนค่าของดอลลาร์มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่เงินเฟ้อที่สูงขึ้น การลงทุนที่ป้องกันจากเงินเฟ้อ เช่น พันธบัตรป้องกันเงินเฟ้อ (TIPS) การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือหุ้นในภาคส่วนที่สามารถผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคได้ อาจเป็นกลยุทธ์ที่รอบคอบ
4. ทองคำอาจได้รับประโยชน์จากนักลงทุนที่มองหาทางเลือกที่ปลอดภัยนอกเหนือจากดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
Brigden เชื่อว่าทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มที่จะมีผลงานดีในสถานการณ์ที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ และไปสู่สินทรัพย์ที่มีผลการดำเนินงานต่ำกว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
5. ระวังความผันผวนของสกุลเงิน
การลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศเผชิญกับความเสี่ยงด้านสกุลเงินเสมอ แต่ในช่วงที่มีการหมุนเวียนของเงินทุนทั่วโลกครั้งใหญ่ ความเสี่ยงนี้อาจเพิ่มขึ้น
หากดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ต่างประเทศในรูปดอลลาร์อาจเพิ่มขึ้น แต่ความผันผวนก็อาจเพิ่มขึ้นเช่นกัน กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงที่รอบคอบหรือความหลากหลายในสกุลเงินอาจช่วยบรรเทาความเสี่ยงนี้
6. ติดตามการพัฒนานโยบาย
สถานการณ์ที่ Julian Brigden คาดการณ์ไว้เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้น แต่ไม่รับประกันว่าจะเกิดขึ้น ยิ่งการคาดการณ์เป็นไปบนกรอบเวลาที่ยาวนานเท่าไหร่ ยิ่งมีความไม่แน่นอนบนนโยบายที่จะดำเนินการ การตอบสนองของประเทศต่างๆ รวมทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจที่หลากหลายล้วนมีบทบาทสำคัญในการกำหนดผลที่แท้จริง
นักลงทุนควรติดตามพัฒนาการของนโยบายอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับภาษีศุลกากร การแทรกแซงค่าเงิน และความพยายามในการปรับโครงสร้างหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ
ความท้าทายและกับดักที่อาจเกิดขึ้น
แม้ว่าการปฏิวัติโครงสร้างการเงินที่นำเสนอโดยรัฐบาลทรัมป์อาจมุ่งที่จะแก้ไขความไม่สมดุลที่มีมายาวนาน กลยุทธ์นี้ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยงและความท้าทาย นักลงทุนควรระมัดระวังกับดักที่อาจเกิดขึ้นต่อไปนี้:
1. การหมุนเวียนที่น่ากลัว (Nasty Rotation)
หากกระแสเงินทุนจากสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันและไร้ระเบียบ อย่างเช่นเกิดการเทขายทรัพย์สินบางอย่างอย่างกระทันหันเพื่อเปลี่ยนไปถึอทรัพย์สินอีกอย่าง จนสร้างความตกใจให้กับตลาด อาจทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ความเสี่ยงของตลาดเพิ่มขึ้นอย่างกระทันหันในวงกว้าง ซึ่งทำให้นักลงทุนถูกบังคับให้ลดความเสี่ยงในพอร์ตโฟลิโอของตนผ่านการเทขายทรัพย์สิน
ในสถานการณ์นี้ แม้แต่สินทรัพย์ที่ได้รับการคัดเลือกดีที่สุดอาจเผชิญกับการลดลงในระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนถูกบังคับให้ "ขายทุกอย่างและตั้งคำถามทีหลัง" การจัดสรรที่หลากหลายและการถือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงอาจช่วยบรรเทาผลกระทบของการหมุนเวียนที่น่ากลัวที่อาจเกิดขึ้นนี้ได้
2. ความเสี่ยงภาวะถดถอย (Recession Risk)
นโยบายที่เสนอโดยทรัมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีศุลกากรนั้นเป็นนโยบายสำคัญที่สามารถสร้างปัญหาให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐได้ ความถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐ จะมาสะท้อนบนราคาหุ้นสหรัฐ ซึ่งในประเทศสหรัฐที่ประชากรมีการพึ่งพิงการลงทุนในตลาดหุ้นสูงกว่าประเทศอื่นๆ ผ่านกองทุนบำนาญทั้งหลาย การลดลงของมูลค่าหุ้นจะสร้างความเจ็บปวดให้ประชาชนสหรัฐเป็นพิเศษ ส่งผลต่อปริมาณการบริโภคของสหรัฐที่จะลดลงตามความมั่งคั่งที่ลดลงด้วย ทำให้เศรษฐกิจยิ่งอ่อนแอลงไปอีก แล้วส่งผลกระทบกลับมาที่ตลาดหุ้นใหม่ วนไปแบบนี้เป็นวงจรอุบาทว์
ส่วนเงินทุนต่างชาติ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากสหรัฐเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ต่างชาติเองก็พร้อมจะขายทรัพย์สินสหรัฐเช่นเดียวกัน
3. การตอบโต้ระหว่างประเทศ (International Retaliation)
นโยบายด้านการค้าและการเงินของสหรัฐฯ ที่ก้าวร้าวอาจกระตุ้นการตอบโต้ที่รุนแรงจากประเทศอื่นๆ จีนและยุโรปอาจดำเนินมาตรการตอบโต้ เช่น การขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในปริมาณมาก หรือการกำหนดภาษีศุลกากรของตัวเอง ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น
สงครามการค้าที่เต็มรูปแบบอาจเป็นอันตรายต่อการเติบโตทั่วโลกและสร้างความผันผวนในตลาด ฉะนั้นนโยบายแบบ "ชนะหรือแพ้" ของทรัมป์จึงอาจสร้างความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญหากดำเนินการอย่างแข็งกร้าวเกินไป ซึ่งเป็นแนวโน้มพฤติกรรมของทรัมพ์
4. แรงต้านทานภายในประเทศ (Domestic Resistance)
นโยบายที่ทรัมพ์นำเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับโครงสร้างหนี้รัฐบาลหรือภาษีศุลกากรขนาดใหญ่ อาจเผชิญกับแรงต้านทานจากฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ นักล็อบบี้ภาคธุรกิจ และกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ การแก้ไขทางกฎหมายและการเมืองอาจจำกัดขอบเขตและขนาดของการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินการ
นอกจากนี้ แนวคิดที่รุนแรงกว่า เช่น การปรับโครงสร้างพันธบัตรรัฐบาลที่ถือโดยต่างชาติโดยบีบบังคับผ่านการใช้มาตรการทางภาษีมาข่มขู่ อาจทำลายความเชื่อมั่นในสินทรัพย์สหรัฐฯ และสถานะดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองโลก ซึ่งย้อนกลับมาให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกับวัตถุประสงค์ของทรัมป์ที่ต้องการให้ดอลล่าร์ยังคงมีความสำคัญบนเวทีโลก
บทสรุป: การเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงระเบียบการเงินโลก
การปฏิวัติโครงสร้างการเงินโลกที่คาดการณ์โดย Julian Brigden อาจสร้างความท้าทายและโอกาสครั้งสำคัญสำหรับนักลงทุน การเปลี่ยนแปลงในทศวรรษหน้าอาจสร้างความมั่งคั่งหรือทำลายพอร์ตการลงทุนได้ ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนปรับตัวเข้ากับความเป็นจริงใหม่ได้ดีเพียงใด
ในขณะที่ไม่มีใครสามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ การทำความเข้าใจพลวัตพื้นฐานและความไม่สมดุลในระบบการเงินโลกสามารถช่วยนักลงทุนได้ดีในช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงนี้ หากนโยบายของทรัมป์นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในกระแสเงินทุนทั่วโลก ผู้ที่เตรียมพร้อมสามารถได้รับผลตอบแทนอย่างมหาศาล
ดังนั้น สิ่งที่ควรคำนึงให้มาก คือกลยุทธ์ที่ทำงานได้ดีมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เช่น การซื้อหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ และการมุ่งเน้นที่สินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์ อาจไม่ให้ผลตอบแทนที่ดีเท่าเดิมอีกแล้ว ผู้ที่สามารถปรับตัวและออกจาก "ความคิดตามกระแส" จะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโอกาสในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้
หากคุณเป็นนักลงทุน ถึงเวลาแล้วที่จะถามตัวเองคำถามสำคัญเหล่านี้:
พอร์ตการลงทุนของคุณมีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์เพียงพอหรือไม่?
คุณจัดสรรไปยังสินทรัพย์ที่อาจได้รับประโยชน์จากดอลลาร์ที่อ่อนแอลงและเงินเฟ้อที่สูงขึ้นหรือไม่?
คุณถือสินทรัพย์ในสกุลเงินสหรัฐที่ได้รับประโยชน์จากเงินทุนที่ไหลเข้าสหรัฐมาเป็นเวลาหลายปี มากเกินไปหรือไม่?
คำตอบของคุณอาจกำหนดว่าคุณจะออกมาจากการเปลี่ยนแปลงระเบียบการเงินโลกที่อาจเกิดขึ้นนี้ได้ดีเพียงใด
ไม่ว่าวิสัยทัศน์ของ Brigden จะเป็นจริงอย่างเต็มที่หรือไม่ การเตรียมพร้อมสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนและไม่แน่นอนมากขึ้นเป็นกลยุทธ์ที่รอบคอบสำหรับนักลงทุนทุกคน การกระจายความเสี่ยง การถือทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูง และความพร้อมในการปรับตัวเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงจะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในทศวรรษข้างหน้า
เมื่อดูแผนที่การลงทุนของคุณ อย่าลืมบอกตัวเองว่า แผนการลงทุนที่คุณใช้มา 10 ปีอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไปในโลกใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอนาคต